นายจอห์น วู้ด เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ไมโครซอฟท์ และมาริเริ่มโครงการดังกล่าวว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาได้มีโอกาสแวะเยี่ยมโรงเรียนบนเขาแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน บาฮุนดันดาในเนปาล ซึ่งห้องสมุดที่นั่นมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม โดยเป็นหนังสือที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ บางเล่มถูกเก็บล็อกกุญแจเอาไว้ในตู้เสมือนของมีค่า โดยไม่อนุญาตให้เด็กยืมอ่าน เขาเล่าว่า ก่อนเดินทางออกจากหมู่บ้าน ครูใหญ่พูดส่งท้ายกับเขาว่า หากมีโอกาสได้กลับมาอีก ช่วยเอาหนังสือติดมือมาสักสองสามเล่ม
15 ตุลาคม 2558
จอห์น วู้ด ลาออกจากผู้บริหารไมโครซอฟท์ เพื่อสร้างห้องสมุดในชนบท
นายจอห์น วู้ด เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ไมโครซอฟท์ และมาริเริ่มโครงการดังกล่าวว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาได้มีโอกาสแวะเยี่ยมโรงเรียนบนเขาแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน บาฮุนดันดาในเนปาล ซึ่งห้องสมุดที่นั่นมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม โดยเป็นหนังสือที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ บางเล่มถูกเก็บล็อกกุญแจเอาไว้ในตู้เสมือนของมีค่า โดยไม่อนุญาตให้เด็กยืมอ่าน เขาเล่าว่า ก่อนเดินทางออกจากหมู่บ้าน ครูใหญ่พูดส่งท้ายกับเขาว่า หากมีโอกาสได้กลับมาอีก ช่วยเอาหนังสือติดมือมาสักสองสามเล่ม
หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข'
หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข' กรรมการสมาคมวีไอ ย้ำเป้าหมายการลงทุน อยากเห็นพอร์ตหุ้นโตปีละ 26%
'วินัยในการบริหารเงินที่สูงมาก' ของนักลงทุนแนววีไอ 'ทศวรรษ ทองสุข' เจ้าของนามแฝง 'TODTO' ประจำเวปไซด์ THAIVI ในฐานะกรรมการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ทำให้ชีวิตเจอกับคำว่า 'อิสระภาพทางการเงิน' เมื่อ 4 ปีก่อน
'ชายวัย 33 ปี' ดีกรีปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคค่ำ) จะเข้าสู่แวดวงนักลงทุน Value Investment และตัดสินใจลาออกจากอาชีพมุนษย์เงินเดือน เมื่อ 3 ปีก่อน หลังนั่งทำงานตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (ประเทศไทย) มานานหลายปี
เขาเคยใช้เวลาหลังเลิกงานทำธุรกิจเล็กๆ รวดเดียว 2-3 กิจการ เพราะต้องการทดลองวิชาที่เรียนมา เช่น ร้านเช่าเซิร์ฟเวอร์,สร้างเว็บไซต์ และร้านไอศรีม ควบคู่กับการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม
ผลของการอยากเป็นเถ้าแก่น้อย คือ 'เจ๊งทุกกิจการ' หลังทดลองดำเนินการมาประมาณ 2-3 ปี สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะ 'ไม่มีประสบการณ์มากพอ'
'วินัยในการบริหารเงินที่สูงมาก' ของนักลงทุนแนววีไอ 'ทศวรรษ ทองสุข' เจ้าของนามแฝง 'TODTO' ประจำเวปไซด์ THAIVI ในฐานะกรรมการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ทำให้ชีวิตเจอกับคำว่า 'อิสระภาพทางการเงิน' เมื่อ 4 ปีก่อน
'ชายวัย 33 ปี' ดีกรีปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคค่ำ) จะเข้าสู่แวดวงนักลงทุน Value Investment และตัดสินใจลาออกจากอาชีพมุนษย์เงินเดือน เมื่อ 3 ปีก่อน หลังนั่งทำงานตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (ประเทศไทย) มานานหลายปี
เขาเคยใช้เวลาหลังเลิกงานทำธุรกิจเล็กๆ รวดเดียว 2-3 กิจการ เพราะต้องการทดลองวิชาที่เรียนมา เช่น ร้านเช่าเซิร์ฟเวอร์,สร้างเว็บไซต์ และร้านไอศรีม ควบคู่กับการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม
ผลของการอยากเป็นเถ้าแก่น้อย คือ 'เจ๊งทุกกิจการ' หลังทดลองดำเนินการมาประมาณ 2-3 ปี สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะ 'ไม่มีประสบการณ์มากพอ'
14 ตุลาคม 2558
กลยุทธ์การลงทุนของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” นักลงทุนระดับตำนาน
“ฟิลลิป ฟิชเชอร์” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นครูที่สุดยอดนักลงทุนแห่งยุคอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ให้การยอมรับนับถือ
ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของเขามีส่วนผสมของ “เบนจามิน เกรแฮม” 85 % และของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” 15 % แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็น 50 % กับ 50 % มากกว่า เพียงแต่ “บัฟเฟตต์” อาจจะต้องการให้เกียรติแก่ “เกรแฮม” ผู้อาจารย์ที่เขาเคารพรัก
“ฟิชเชอร์” เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท Fisher & Company ที่ซานฟรานซิสโกในเดือนมกราคม 1931 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression ปี 1929) แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้อง หลังจากผ่านพ้น 2 ปีแห่งความเลวร้ายของตลาดหุ้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจโบรกเกอร์ที่พวกเขาเคยใช้บริการ และหันมารับฟังมุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ฟิชเชอร์”
ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของเขามีส่วนผสมของ “เบนจามิน เกรแฮม” 85 % และของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” 15 % แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็น 50 % กับ 50 % มากกว่า เพียงแต่ “บัฟเฟตต์” อาจจะต้องการให้เกียรติแก่ “เกรแฮม” ผู้อาจารย์ที่เขาเคารพรัก
“ฟิชเชอร์” เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท Fisher & Company ที่ซานฟรานซิสโกในเดือนมกราคม 1931 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression ปี 1929) แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้อง หลังจากผ่านพ้น 2 ปีแห่งความเลวร้ายของตลาดหุ้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจโบรกเกอร์ที่พวกเขาเคยใช้บริการ และหันมารับฟังมุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ฟิชเชอร์”
13 ตุลาคม 2558
ปรมาจารย์ด้านศิลปะ 'ถวัลย์ ดัชนี'
ผลงานของ อ.ถวัลย์ มีรูปแบบเฉพาะตัวอีกคือ เป็นผลงานที่ดูลึกลับ น่าสะพรึงกลัว ด้วยอสูร หรือสัตว์ต่าง ๆ ในท่าทีเกรี้ยวกราด ซึ่งอยู่ในโทนสีขาวดำมืดครึ้มเป็นหลัก และยังใช้ฝีแปรงและการแรเงาที่สะท้อนอารมณ์ภายในออกมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ภายใต้ความน่าเกรงขามดังกล่าว กลับแฝงไปด้วยคติธรรมและข้อคิดที่บางคนอาจลืมเลือนไปนานแล้ว
และด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้เอง ทำให้ใคร ๆ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห็นเพียงหางตาก็รู้แล้วว่า นี่คือผลงานของ อ.ถวัลย์"
ว่ากันว่าภาพเขียนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขสูงสุดที่ว่านั้นคือ 20 ล้านบาท! อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการขายรูปมาตั้งแต่อายุ 50 ปีแล้ว "ใครอยากจะจองจบกันเลย เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปจนตาย ผมจะเขียนรูปใส่บ้านผมอย่างเดียว ให้มันเป็นมหกรรมเลย ใครอยากเห็นให้ไปดูในวิดีโอได้ ผมขายมามากพอแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องการเงินทองอะไรอีกแล้ว"
ว่ากันว่าภาพเขียนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขสูงสุดที่ว่านั้นคือ 20 ล้านบาท! อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการขายรูปมาตั้งแต่อายุ 50 ปีแล้ว "ใครอยากจะจองจบกันเลย เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปจนตาย ผมจะเขียนรูปใส่บ้านผมอย่างเดียว ให้มันเป็นมหกรรมเลย ใครอยากเห็นให้ไปดูในวิดีโอได้ ผมขายมามากพอแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องการเงินทองอะไรอีกแล้ว"
8 ตุลาคม 2558
"ศักดา สรรพปัญญาวงศ์" ให้เวลากับการเลือกหุ้น...สไตล์ VI
ศักดา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ให้ความรู้ A-Academy ย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มต้นลงทุนมาตั้งแต่ปี 3 นับจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 10 ปี แล้ว แต่ในช่วง 3 ปี แรกไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ตอนนั้นเริ่มต้นลงทุนด้วย "กองทุนรวม" แต่ไม่ถึงปีก็ไปเปิดพอร์ตหุ้นลงทุนด้วยตัวเองแต่ช่วงปีแรกยังสะเปะสะปะมั่วไปหมด ใช้ทุกแนวอ่านอะไรมาก็ไปทำแบบนั้น ตอนนั้นประมาณปี 4 แล้ว ที่ดีหน่อยคือตัวเองไม่ได้อ่านเฉพาะหนังสือแนวลงทุนแต่อ่านหนังสือรอบด้านกว่านั้นรวมถึงแนวการเงินส่วนบุคคลด้วยเล่มที่อ่านในตอนนั้นชื่อ "วางแผงรวยยกกำลัง 2" จึงตระหนักว่าเรียนมาเพื่อหาเงินมาทั้งชีวิต แต่ไม่มีใครมาสอนเรื่องการจัดการเงินให้เลย แต่นี่คือโลกของความเป็นจริงตั้งแต่นั้นจึงเริ่มลงทุนและออม เมื่อมาต่อโทที่ NIDA ด้านการเงินก็เริ่มได้แนวทางการลงทุนที่มีความสุขมากขึ้นนั่นคือ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า " ซึ่งกลายมาเป็นแนวทางในการลงทุนในหุ้นปัจจุบันของตัวเองทั้งพอร์ต"ในมุมของคนที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มองธุรกิจเป็นหลัก สมมติเราสร้างธุรกิจมาธุรกิจหนึ่งแล้วมันมีอุปสรรคเข้ามา คงไม่ใช่ปิดกิจการแล้วไปเริ่มธุรกิจใหม่แต่เป็นเรื่องของการจัดการให้ผ่านมรสุมตรงนี้ไปได้ยังไง คือ ถ้าคนทำธุรกิจเป็นแบบนั้น ในมุมมองการลงทุนของผมก็เป็นแบบเดียวกัน คือ ไม่ได้ไปตามข่าวอะไรที่สั้นขนาดนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่ทฤษฎีการเงินอะไรมากมาย สำคัญคือการมองธุรกิจออกมากกว่าว่าธุรกิจนี้เป็นไง จะแข่งขันได้ไหม จะโตได้ไหมเมื่อเกิดภัยหรือโอกาส เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่เราเลือกแล้วว่าเขาจะต้องนำพาธุรกิจให้ผ่านไปได้ เพราะฉะนั้นผลไม่ว่าเกิดอะไรก็ตามถ้าธุรกิจยังดี ยังตรวจสอบได้ เช่น เรายังไปเดินชมได้ เห็นคนยังเข้าคิวกิน เข้าคิวใช้อยู่ เราก็ซื้อต่อไปเรื่อยๆ แนวนี้ก็ทำมาถึงทุกวันนี้"
29 พฤษภาคม 2558
กูรูพันล้าน เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์ บทสรุปของ “สุดยอดวิชา” จาก เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์
1. จะอยู่รอดต้องเป็นมืออาชี พผมเตรียมที่จะมาพูดตรงข้ามกั บคุณศิริวัฒน์เลย คือคุณศิริวัฒน์ บอกว่าอย่าเอาตลาดหุ้นมาเป็ นอาชีพ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะอยู่ ในตลาดหุ้น เราต้องเป็นมืออาชีพ เช่น คุณจะเป็นหมอฟันต้องเรียนทั นตแทพย์มา คุณจะเล่นหุ้น เจ็ดวันคุณมาเล่นหุ้นแล้ว แล้วคุณก็เออ ก็ได้ ทุกคนส่วนมากเล่นหุ้นแรกๆ มักจะได้แล้วก็จะตามเพื่อน สุดท้ายเพื่อนที่อยู่มาสิบปีก็ มีผิดเหมือนกัน ผิดเพราะรู้ไม่จริง
2. เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมอยู่มาประมาณ 20 ปี เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมขอยืนยัน ถ้าคุณเก่งจริง เทคนิคไม่เคยหลอกเพียงแต่เราไม่ รู้ ดังนั้นเราต้องเป็นมืออาชีพให้ ได้ นี่คือข้อที่ 1
3. รายย่อยได้เปรียบรายใหญ่ ข้อที่ 2 นักเล่นหุ้นทุกคนล้วนเคยเป็ นรายย่อยมาหมด เมื่อก่อนผมก็เป็นรายย่อย หลายคนบอกว่ารายใหญ่ได้เปรียบ มันไม่ใช่เลย รายย่อยต่างหากที่ได้เปรียบ เพราะว่าคุณซื้อหนึ่งครั้ งคุณเต็มพอร์ต คุณขายหนึ่งครั้งหมดพอร์ต แต่ถ้ารายใหญ่หลายร้อยล้านหุ้น จะขายยังไงดังนั้นรายย่อยจึงได้ เปรียบรายใหญ่มากๆ
2. เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมอยู่มาประมาณ 20 ปี เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมขอยืนยัน ถ้าคุณเก่งจริง เทคนิคไม่เคยหลอกเพียงแต่เราไม่
3. รายย่อยได้เปรียบรายใหญ่ ข้อที่ 2 นักเล่นหุ้นทุกคนล้วนเคยเป็
19 พฤษภาคม 2558
ทิ้งรายได้เดือนละ 2 แสน สู่เส้นทางอิสระภาพทางการเงิน ภาสุชา อุตรวณิช
หนึ่งในเซียนหุ้นรุ่นใหม่ “ภา” ภาสุชา อุตรวณิช คุณแม่ยังสาววัย 34 ปี อดีตเจ้าของธุรกิจขนส่ง มีเงินสดไหลเข้าบริษัทเดือนละกว่า 200,000 บาท แต่ภา เลือกที่จะปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อออกมาลงทุนในตลาดหุ้นแนว Value Investor (วีไอ) ภายใต้พอร์ตของสามี ก่อนจะมาเปิดพอร์ตเป็นของตัวเอง ภา ยึดแนวทางการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม หวังผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 15% ที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างน่าพอใจ เจ้าของนามแฝง "KIRI" ในเวบไซต์ไทยวีไอ ย้อนประวัติส่วนตัวให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า บังเอิญมีโอกาสได้คุยกับคุณอาของสามี เขาทำธุรกิจขนส่งดูน่าสนใจจึงตัดสินใจขายบ้านย่านศรีราชาที่ไม่ได้อยู่อาศัยได้เงินมาล้านกว่าบาท แล้วไปยืมเงินพ่อแม่ของแฟนมาอีก 2 ล้านกว่าบาท เพื่อมาซื้อรถบรรทุก 2 คัน ทำธุรกิจขนส่งสินค้า มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตอนนั้นมีพนักงาน 7 คน"ธุรกิจประสบความสำเร็จมาก มีเงินสดเข้าบริษัททุกเดือน คิดเป็นรายได้ตก 200,000 กว่าบาทต่อเดือน ตอนนั้นอายุ 27-28 ปี ทำได้เกือบ 2 ปี ก็เลิก เริ่มทำงานยากขึ้นมีคนอยากทำธุรกิจนี้ค่อนข้างมาก บางคนไม่จ้างพนักงานทำเองทั้งหมดทำให้เขามีต้นทุนไม่สูง อีกอย่างเริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว
ณัฐชาต คำศิริตระกูล ลาออกจากงานประจำได้ด้วยการลงทุน
พอร์ตใหญ่เท่าไรไม่ยอมบอก แต่รับเงินปันผล 'หลักล้านบาท' ต่อปี 'กานต์' ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตมนุษย์เงินเดือน 'เครือซิเมนต์ไทย' วัย 32 ปี
เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากไปทำงานด้วย แต่ “กานต์” ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตวิศวกรฝ่ายการตลาด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วัย 32 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาท หน้าที่การงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีโอกาสก้าวหน้า และมีสวัสดิการดีเป็นเลิศ ตัวเขากลับมองว่าอาชีพลูกจ้างชาตินี้คงหาความมั่นคงไม่ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิด! มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาก็พร้อมสบัดเก้าอี้ที่เคยนั่งทำงานทุกวัน เพื่อออกไปแสวงหาความยั่งยืนให้กับชีวิต ด้วยการเล่นหุ้นอย่างมีสติ
"ผมลงทุนแนว Value Investor มา 7 ปีแล้ว เพิ่งลาออกจากงานประจำเมื่อปี 2554 เพื่อมาลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับสมาคมฯ และต้องการมีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ที่จังหวัดขอนแก่น และกำลังจะหาซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้ยังเช่าเขาอยู่"
เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากไปทำงานด้วย แต่ “กานต์” ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตวิศวกรฝ่ายการตลาด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วัย 32 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาท หน้าที่การงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีโอกาสก้าวหน้า และมีสวัสดิการดีเป็นเลิศ ตัวเขากลับมองว่าอาชีพลูกจ้างชาตินี้คงหาความมั่นคงไม่ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิด! มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาก็พร้อมสบัดเก้าอี้ที่เคยนั่งทำงานทุกวัน เพื่อออกไปแสวงหาความยั่งยืนให้กับชีวิต ด้วยการเล่นหุ้นอย่างมีสติ
"ผมลงทุนแนว Value Investor มา 7 ปีแล้ว เพิ่งลาออกจากงานประจำเมื่อปี 2554 เพื่อมาลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับสมาคมฯ และต้องการมีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ที่จังหวัดขอนแก่น และกำลังจะหาซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้ยังเช่าเขาอยู่"
17 กุมภาพันธ์ 2558
ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’
ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’
นายแพทย์หนุ่ม ไม่ได้เกิดมาพร้อมมรดกพันล้านแต่วันนี้เขาเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น(เงิน สด)2,000 ล้านบาท ความสำเร็จแลกมาด้วยความพยายาม’ขั้นกว่า’
หลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 34 สาขาหู คอ จมูก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เรียนมาได้เพียง 2 ปี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี หักเหชีวิตครั้งสำคัญไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามในต่างประเทศ เขาใช้เวลาร่ำเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ พงศ์ศักดิ์คลินิก สาขาแรกที่จังหวัดระยอง
ปัจจุบันนายแพทย์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้เป็นนักธุรกิจเจ้าของคลินิกความงามที่มีสาขาทั่วประเทศมากถึง 50 สาขา อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็น Value Investor (วีไอ) ชั้นแนวหน้า หลังได้อ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของหมอหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่ม ลงทุนครั้งแรกประมาณปี 2547 ด้วยเงินทุนประเดิม 2-3 ล้านบาท ประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพอร์ตเงินสดประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นนักลงทุน “รายบุคคล” รายใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ คุณหมอนักลงทุนเปิดฉากเล่าหลักการลงทุนของตัวเองให้ฟังว่า จะผสมผสานรูปแบบทั้งของส่วนตัวและหลักคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เข้าด้วยกัน
หลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 34 สาขาหู คอ จมูก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เรียนมาได้เพียง 2 ปี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี หักเหชีวิตครั้งสำคัญไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามในต่างประเทศ เขาใช้เวลาร่ำเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ พงศ์ศักดิ์คลินิก สาขาแรกที่จังหวัดระยอง
ปัจจุบันนายแพทย์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้เป็นนักธุรกิจเจ้าของคลินิกความงามที่มีสาขาทั่วประเทศมากถึง 50 สาขา อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็น Value Investor (วีไอ) ชั้นแนวหน้า หลังได้อ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของหมอหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่ม ลงทุนครั้งแรกประมาณปี 2547 ด้วยเงินทุนประเดิม 2-3 ล้านบาท ประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพอร์ตเงินสดประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นนักลงทุน “รายบุคคล” รายใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ คุณหมอนักลงทุนเปิดฉากเล่าหลักการลงทุนของตัวเองให้ฟังว่า จะผสมผสานรูปแบบทั้งของส่วนตัวและหลักคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เข้าด้วยกัน
9 กรกฎาคม 2557
เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India
Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ India
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
1 กรกฎาคม 2557
เปิดสูตร "รวยร้อยล้าน" "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์"
แม้ไม่เชื่อความคิดเรื่องลงทุนของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์” แต่ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” ยอมหยิบจุดเด่นบางข้อมาประยุกต์ใช้
ใครจะรู้!! เบื้องหลังความสำเร็จเรื่องลงทุนของ “หยง-ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” บุรุษวัย 33 ปี ผู้ยึดอาชีพ Freedom trader และวิทยากรสอนเรื่องลงทุนหาเลี้ยงชีพ ส่วนหนึ่งจะมาจากการแอบค้านคำพูดเล็กๆของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหลายพันล้านบาท ที่เคยเอ่ยกลางวงข้าวว่า
“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที”
ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”
เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ “ต้องการรวย” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก
“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ”
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์
“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที”
ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”
เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ “ต้องการรวย” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก
“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ”
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์
10 มีนาคม 2557
Hedge Fund Market Wizards หนังสือที่นักลงทุนไม่ควรพลาด
หนังสือ Hedge Fund Market Wizards เขียนโดยแจ๊ค ชเวเกอร์ (Jack Schewager) ซึ่งเป็นผู้เขียนขายดีตลอดกาลอย่าง Market Wizards หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ในครั้งนั้นเขาได้สัมภาษณ์นักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายสิบคนและนำมารวบรวมไว้ในหนังสือชุดพ่อมดตลาดหุ้น ส่วนในเล่มนี้ เขาได้รวบรวมเคล็ดลับความสำเร็จของผู้บริหารกองทุนเฮจฟันด์ระดับโลกไว้มากมาย โดยสามารถสรุปสูตรความสำเร็จได้ดังนี้
1) ไม่มีสูตรสำเร็จในการเทรดหุ้น
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่คิดผิดที่ว่า มีสูตรสำเร็จเดียวในการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงไม่มีสูตรตายตัวในการลงทุน นอกเหนือจากนั้นสูตรสำเร็จเหล่านั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการที่เขาสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ชเวเกอร์พบว่าหลักการลงทุนของบางคนนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เขาเหล่านั้นยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีหลายเส้นทางในการทำเงินจากตลาดหุ้นและไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จในแต่ละเส้นทางนั้นๆ
1) ไม่มีสูตรสำเร็จในการเทรดหุ้น
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่คิดผิดที่ว่า มีสูตรสำเร็จเดียวในการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงไม่มีสูตรตายตัวในการลงทุน นอกเหนือจากนั้นสูตรสำเร็จเหล่านั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการที่เขาสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ชเวเกอร์พบว่าหลักการลงทุนของบางคนนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เขาเหล่านั้นยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีหลายเส้นทางในการทำเงินจากตลาดหุ้นและไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จในแต่ละเส้นทางนั้นๆ
9 มีนาคม 2557
Jim Chanos พ่อมดของการ Short หุ้น
ถ้าพูดถึงการทำ Short sell แล้ว นักเก็งกำไรที่หลายๆคนจะนึกถึงเป็นชื่อแรกคงหนีไม่พ้น Gorge Soros ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้การ short sell เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าพูดกันจริงๆแล้ว ในวงการการเงิน Soros นั้นใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่เรียกว่า Short sell ในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น ซึ่งหลายๆคนคงจะทราบดี Soror จะใช้เมื่อเกิด Bubble Crisis เท่านั้น!!!
วันนี้ เราจึงจะพูดถึง ผู้ที่เป็น Master ในวงการ Short sell ที่หาตัวจับยาก นั่นก็คือ Jim Chanos ผู้ก่อตั้งและประธาน Kynikos Associates Ltd. ที่บริหารเงินลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ เขาได้รับการยอมรับในความสามารถด้านนี้มากๆ เนื่องจากการเล่น short sell เป็นหลักนั้นทำกำไรได้ยากใน Long-Run แม้กระทั่ง Soros ยังเลือกใช้เฉพาะในเวลาที่เกิด Reflexivity เท่านั้น Chanos มีชื่อเสียงอย่างมากจาก Deal การ Short หุ้น ENRON ก่อนที่ ENRON จะล้มละลาย
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของเขา คือ เขาบอกว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของว่าเราอยู่ตรงไหน เรามี Idol ได้ เราเลียนแบบได้ แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว บุคคลที่เค้าชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ สุดยอดนักลงทุนสไตล์ Value Investment อย่าง Warren Buffet แต่จะเห็นว่าสไตล์การลงทุนของเขาและ buffet ช่างแตกต่างกันจริงๆ
วันนี้ เราจึงจะพูดถึง ผู้ที่เป็น Master ในวงการ Short sell ที่หาตัวจับยาก นั่นก็คือ Jim Chanos ผู้ก่อตั้งและประธาน Kynikos Associates Ltd. ที่บริหารเงินลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ เขาได้รับการยอมรับในความสามารถด้านนี้มากๆ เนื่องจากการเล่น short sell เป็นหลักนั้นทำกำไรได้ยากใน Long-Run แม้กระทั่ง Soros ยังเลือกใช้เฉพาะในเวลาที่เกิด Reflexivity เท่านั้น Chanos มีชื่อเสียงอย่างมากจาก Deal การ Short หุ้น ENRON ก่อนที่ ENRON จะล้มละลาย
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของเขา คือ เขาบอกว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของว่าเราอยู่ตรงไหน เรามี Idol ได้ เราเลียนแบบได้ แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว บุคคลที่เค้าชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ สุดยอดนักลงทุนสไตล์ Value Investment อย่าง Warren Buffet แต่จะเห็นว่าสไตล์การลงทุนของเขาและ buffet ช่างแตกต่างกันจริงๆ
15 ธันวาคม 2556
Ed Seykota บิดาแห่ง System Trade
Edward Arthur Seykota หนึ่งในตำนานเซียนหุ้นระดับโลก สไตล์ Trend Following เหตุผลที่หลายคนยกให้เขาเป็นตำนาน ก็เพราะว่า หากคุณเริ่มลงทุนกับกองทุนของเขาตั้งแต่ปี 1972 เมื่อผ่านไป 16 ปี คือในปี 1988 เงินของคุณจะเพิ่มขึ้นถึง 250,000% หรือ 2,500 เท่าทีเดียว !!!!!!!!!! นอกจากนี้เค้ายังได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ System trader เพราะเขาเป็นเทรดเดอร์คนแรกที่พัฒนาระบบการซื้อขายบนคอมพิวเตอร์ โดยต่อยอดมาจากทฤษฎีของ Richard Donchian และนำมาใช้จริงกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าในระหว่างทศวรรษ 1970 เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่อยู่ในหนังสือขายดีตลอดกาลอย่าง "Market Wizards" ของ Jack D. Schwager
Ed ทำงานที่บ้านของเขาเอง ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lake Tahoe เขาจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวันในการทำงาน นั่นคือ การเปิดโปรแกรมและค้นหาสัญญาณซื้อขายเท่านั้น โดยในหนังสือ Market Wizards นั้น Jack D. Schwager ได้กล่าวถึง Ed ว่าเขามีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เขาฉลาดมากและมีวิธีมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่แตกต่างออกไป โดยแนวคิดจากบทสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือเล่มนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้
- ระบบเทรดสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าระบบจำเป็นต้องถูกปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แต่เป็นเพราะ "Trader จำเป็นต้องพัฒนาหรือปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับตัวเองที่สุด"
5 ธันวาคม 2556
"Roy Sidikman " จากนายหน้าค้าหุ้นสู่นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ
นักเก็งกำไรแตกต่างจากนักลงทุน เพราะพวกเขาไม่นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการไหลของกระแสเงิน กำไรต่อหุ้น จำนวนหนี้สิน แนวโน้มธุรกิจในอนาคต หรืออย่างอื่นที่เกี่ยวกับสถานะของบริษัท พวกเขาไม่สนว่าใครจะมองพวกเขายังไง จะดูถูกว่าการเล่นแบบนี้ไม่มีวันรวยได้แค่ค่ากับข้าวก็แล้วแต่ คำพูดเหล่านี้ไม่เคยทำให้พวกเขาหวั่นไหวแต่อย่างใด เพราะพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาสามารถทำเงินจากการเก็งกำไรได้แค่ไหน
นักเก็งกำไรจะสนใจเฉพาะราคาหุ้น ไม่ใช่มูลค่าของหุ้น ในการเก็งกำไร "มูลค่าหุ้น" หมายถึงการซื้อหุ้น 1-2 ช่วงราคาก่อนคนอื่น ความได้เปรียบอันนี้จะทำให้มีกำไรในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อคุณขายมันออกไปในอีกไมกี่นาทีข้างหน้าแล้วก็เริ่มต้นการเทรดใหม่
15 ตุลาคม 2556
Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน
Rudy Leder เทรดเดอร์ค่าเงินชาวอเมริกัน เรื่องราวความเป็นมาของเขาไม่ได้มีอะไรแปลกพิศดาร จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้ต่างไปจากเทรดเดอร์หลายๆคนที่เข้าสู่วงการเทรด เริ่มแรกเขาเพียงต้องการหางานอิสระให้กับตัวเอง เพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำที่ต้องทำมากกว่า 60 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เพื่อทำให้คนอื่น (นายจ้าง) รวย ซึ่งถ้าเขาอยากได้เงินเพิ่มเขาก็ต้องทำโอที แต่นั่นก็ไม่ทำให้ตำแหน่งของเขาปรับขึ้น งานของเขา มันเป็นงานที่คนอื่นๆเรียกมันว่า "งานที่ไร้อนาคต" ตอนนั้นเขายังเด็กและไม่ได้มีเงินเก็บเลย แต่เขามีบางอย่างที่หลายคนไม่มี เขามีความกล้าที่จะออกไปจากสถานการณ์แบบนั้น พร้อมด้วยแรงผลักดันอันแรงกล้าจากภายใน และเนื่องจากเขามีความหลงใหลในตลาดเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น เขาจึงรู้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจะเป็น 26 กันยายน 2556
มิยาโมโตะ มูซาชิ ยอดซามูไรกับวิถีแห่งการเทรด
วันนี้ มีเรื่องราวของบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้เขียนมาตลอดมาเล่าสู่กันฟัง คนคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนความคิดของใครหลายๆคนได้ คนคนหนึ่งที่จะทำให้คุณได้รู้สึกถึงพลังในการฝึกฝนตนเองอย่างน่าทึ่ง คนคนหนึ่งที่จะทำให้คุณได้เข้าใจความสมดุลของชีวิต เพราะสรรพสิ่งทั้งหมดมันล้วนคือสิ่งเดียวกัน ยากนัก....ที่เราจะแยกมันออกจากกัน!!!!!
มูซาชิ ซามูไรดาบคู่ ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ มีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ. 1584-1645 จากประวัติการต่อสู้กว่า 60 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียวนั่นไม่ใช่โชคช่วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนมาอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก โดยเฉพาะการฝึกจิตเพื่อเอาชนะศัตรูภายในตนเอง จนกระทั่ง "มีความสามารถที่จะรบชนะ”
มูซาชิ เป็นผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์การต่อสู้ ชื่อ คัมภีร์ห้าห่วง (The Book of Five Rings) ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นผลงานอัจฉริยะ มูซาชิ มิได้มีแค่ชัยชนะในสมรภูมิเท่านั้น หากเป็นทั้งการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ-ความหมายแห่งชีวิต และความเป็นเลิศในเชิงดาบไปพร้อม ๆ กัน เขาเป็นลูกของซามูไรบ้านนอกขาดแม่ และในวัยเด็กทำท่าว่าจะเป็นคนที่เอาดีไม่ได้ อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของมูซาชิคือเป็นคนบึกบึนไม่ยอมแพ้ใครซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของนักรบ สำหรับการเป็นนักรบนั้นแตกต่างจากนักฆ่าโดยสิ้นเชิง นักรบย่อมเห็นคุณค่าของชีวิตไม่ว่าของตนเอง หรือของผู้อื่น ไม่โอ้อวดเสี่ยงภัยอย่างไร้สาระ พร้อมเสียสละชีวิตเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่เหมาะสมจริง ๆ
มูซาชิได้เลิกนิสัยมุทะลุดุดันชอบเอาชนะแบบบ้าเลือด แล้วหันมาแสวงหาหนทางการเป็นนักสู้ที่แท้จริง การใช้กำลังกับภูมิปัญญามิใช่สิ่งแยกออกจากกันได้ มูซาชิอ่านทุกอย่างตั้งแต่ประวัติศาสตร์ปรัชญามาจนถึงตำราพิชัยสงคราม ขณะเดียวกันก็ได้ฝึกควบคุมตัวเองให้รู้จักสงบนิ่งเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้าย มูซาชิได้ค้นพบว่าหนทางแห่งนักรบนั้นแยกไม่ออกจากหนทางแห่งความเป็นคน ความเป็นเลิศในเพลงดาบคือสิ่งเดียวกับความงาม ความสงัดสุข และความดี พูดอีกนัยหนึ่งคือ มูซาชิจะไม่สามารถบรรลุความเป็นเลิศในฝีมือได้ถ้าหากเขาไม่แสวงหาทางหลุดพ้นในระดับจิตวิญญาณไปพร้อมๆกัน
มูซาชิ ซามูไรดาบคู่ ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ มีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ. 1584-1645 จากประวัติการต่อสู้กว่า 60 ครั้ง ไม่เคยแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียวนั่นไม่ใช่โชคช่วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนมาอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก โดยเฉพาะการฝึกจิตเพื่อเอาชนะศัตรูภายในตนเอง จนกระทั่ง "มีความสามารถที่จะรบชนะ”
มูซาชิ เป็นผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับกลยุทธ์การต่อสู้ ชื่อ คัมภีร์ห้าห่วง (The Book of Five Rings) ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นผลงานอัจฉริยะ มูซาชิ มิได้มีแค่ชัยชนะในสมรภูมิเท่านั้น หากเป็นทั้งการแสวงหาทางด้านจิตวิญญาณ-ความหมายแห่งชีวิต และความเป็นเลิศในเชิงดาบไปพร้อม ๆ กัน เขาเป็นลูกของซามูไรบ้านนอกขาดแม่ และในวัยเด็กทำท่าว่าจะเป็นคนที่เอาดีไม่ได้ อย่างไรก็ตามลักษณะเด่นของมูซาชิคือเป็นคนบึกบึนไม่ยอมแพ้ใครซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของนักรบ สำหรับการเป็นนักรบนั้นแตกต่างจากนักฆ่าโดยสิ้นเชิง นักรบย่อมเห็นคุณค่าของชีวิตไม่ว่าของตนเอง หรือของผู้อื่น ไม่โอ้อวดเสี่ยงภัยอย่างไร้สาระ พร้อมเสียสละชีวิตเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่เหมาะสมจริง ๆ
มูซาชิได้เลิกนิสัยมุทะลุดุดันชอบเอาชนะแบบบ้าเลือด แล้วหันมาแสวงหาหนทางการเป็นนักสู้ที่แท้จริง การใช้กำลังกับภูมิปัญญามิใช่สิ่งแยกออกจากกันได้ มูซาชิอ่านทุกอย่างตั้งแต่ประวัติศาสตร์ปรัชญามาจนถึงตำราพิชัยสงคราม ขณะเดียวกันก็ได้ฝึกควบคุมตัวเองให้รู้จักสงบนิ่งเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้าย มูซาชิได้ค้นพบว่าหนทางแห่งนักรบนั้นแยกไม่ออกจากหนทางแห่งความเป็นคน ความเป็นเลิศในเพลงดาบคือสิ่งเดียวกับความงาม ความสงัดสุข และความดี พูดอีกนัยหนึ่งคือ มูซาชิจะไม่สามารถบรรลุความเป็นเลิศในฝีมือได้ถ้าหากเขาไม่แสวงหาทางหลุดพ้นในระดับจิตวิญญาณไปพร้อมๆกัน
24 สิงหาคม 2556
อย่าให้ใคร มาขโมยความฝัน ของเราไป
ตอนเข้าสู่ตลาดหุ้นหรือตลาดฟิวเจอร์ใหม่ๆ ทุกคนก็ ล้วนมีความหวัง ความฝัน .... ฝันของคุณ อาจจะเพื่อการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อขึ้นแท่นเศรษฐีวัยเยาว์ เพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคง เพื่อให้เงินงอกเงยโตทันเจ้าตัวเล็กที่อีกไม่กี่ปีจะต้องไปเรียนต่อในต่างประเทศ เพื่อให้เงินบำนาญเพิ่มพูนขึ้นในวัยเกษียณ เพื่อมีรายได้ประจำจากเงินปันผล มาชดเชยดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ต่ำเตี้ย ฯลฯแต่หลายคนกลับละทิ้งความฝันไปอย่างง่ายดาย ตั้งแต่ยกแรกๆ เมื่อเผชิญกับ "การขาดทุน" แล้วก็หาเหตุผลต่างๆ มาอธิบายว่า ทำไม คุณจึงไม่เหมาะที่จะอยู่ในตลาดแห่งนี้ จนลืมไปว่า กว่าคุณจะเติบโตจนกระทั่งจบการศึกษา จนกระทั่งทำงาน และมีเงินมาซื้อขายหุ้นและฟิวเจอร์ มันยากเย็นและผ่านการขาดทุนมามากกว่านั้นเยอะ
15 พฤษภาคม 2556
เทรดเดอร์คนหนึ่งกับคำถาม "ทำไมพ่อถึงไม่รวยซักที?"
เดวิตเป็นนักเล่นหุ้นคนนึง ที่หวังจะมีอิสรภาพการเงินเช่นเดียวกับคนที่ก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นมากมาย เขาซื้อขายหุ้นหลายร้อยตัวในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่เคยทำกำไรได้จริงๆซักที เขาไม่เคยย่อท้อ เขายังเชื่อว่าสักวันเขาจะต้องทำได้ แม้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาพลาดตรงไหน !!!!!
เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาตลาดอยู่นั้น ลูกสาววัย 7 ขวบของเขาเดินเข้ามากระตุกชายเสื้อของเขาและพูดว่า “พ่อคะ ทำไมเราไม่รวยซักที?”
เขามองเข้าไปในนัยตาของลูกสาว และ คิดในใจว่า มันเป็นคำถามที่ตอบยากอะไรเช่นนี้ ทาไมเราถึงไม่รวยซักทีหล่ะ? เด็กน้อยยืนใจจดจ่อรอคำตอบอย่างตั้งใจ เขาอ้าอึ้งที่จะพูดว่า แม้ว่าเขาจะตั้งใจที่จะเทรดให้รวยมาตลอด 15 ปี แต่เขาก็ยังจนอยู่จนบัดนี้ เขาซื้อขายหุ้นนับร้อยตัว แต่ว่าไม่เคยทำกำไรได้เป็นเรื่องเป็นราวซักที
เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาตลาดอยู่นั้น ลูกสาววัย 7 ขวบของเขาเดินเข้ามากระตุกชายเสื้อของเขาและพูดว่า “พ่อคะ ทำไมเราไม่รวยซักที?”
เขามองเข้าไปในนัยตาของลูกสาว และ คิดในใจว่า มันเป็นคำถามที่ตอบยากอะไรเช่นนี้ ทาไมเราถึงไม่รวยซักทีหล่ะ? เด็กน้อยยืนใจจดจ่อรอคำตอบอย่างตั้งใจ เขาอ้าอึ้งที่จะพูดว่า แม้ว่าเขาจะตั้งใจที่จะเทรดให้รวยมาตลอด 15 ปี แต่เขาก็ยังจนอยู่จนบัดนี้ เขาซื้อขายหุ้นนับร้อยตัว แต่ว่าไม่เคยทำกำไรได้เป็นเรื่องเป็นราวซักที
9 พฤษภาคม 2556
มาร์ค แม็คคอร์ด เผยเคล็ดลับนักเก็งกำไรหุ้นรายวัน
สำหรับตลาดหุ้นแล้ว คำถามที่ว่าคุณเป็นนักลงทุนแบบไหน และนักลงทุนแบบไหนดีที่สุด จะเล่นหุ้นโดยดูปัจจัยพื้นฐานสไตล์ VI หรือเป็นนักเทคนิคคอลที่สนใจแต่กราฟ หรือกึ่งๆผสมผสานทั้งสองแบบถึงจะดีกว่ากัน คำถามนี้ คงไม่มีคำตอบสุดท้าย เพราะเหนือสิ่งอื่นใด มันคงอยู่ที่ตัวคุณ!!! ตัวตนของเรา ลักษณะนิสัยและภาวะทางอารมณ์ของแต่ละคน แตกต่างกัน คนนี้อาจจะเหมาะกับการเก็งกำไร เข้าเร็วออกเร็ว อีกคนอาจจะเหมาะกับการซื้อแล้วถือยาว หรือเทคนิคอื่นๆ ซึ่งคุณต้องเริ่มจากการศึกษาและเข้าใจตัวเองก่อน ว่าคุณเหมาะกับรูปแบบการทำเงินแบบไหน ไม่มีใครตอบได้ดีเท่าตัวคุณ มันไม่มีวิธีที่ผิดหรอกตราบที่คุณยังทำเงินได้$$$$$ แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดซึ่งไม่ต้องหาคำตอบก็คือ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน ล้วนต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น และขอให้เชื่อได้เลยว่าของกล้วยๆ น่ะมันไม่มีหรอกในตลาดหุ้น!!!!
วันนี้ จึงขอพูดถึงเทคนิคการลงทุนในตลาดหุ้นในรูปแบบของการเก็งกำไรรายวัน หรืออาจจะเรียกได้ว่า Day trade จากนักเก็งกำไรมืออาชีพในตลาดหุ้น Wall Street โดยหวังว่าอาจเป็นการเพิ่มทางเลือกในการค้นหาตัวตนของคุณ รวมถึงอาจเป็นการเพิ่ม idea ในการเก็งกำไรของมือใหม่หัดเทรดได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













