คริสเตียโน โรนัลโด ปีกจอมลีลาของทีมชาติโปรตุเกสและสโมสรรีล มาดริด เป็นนักฟุตบอลที่ถูกจัดให้อยู่ในประเภทไม่มีพรสวรรค์
แต่มีพรแสวงซึ่งเกิดจากการมุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก
จนกระทั่งคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าในปี 2013 และ 2014
การฝึกหนักของโรนัลโด ถึงขนาดที่ เดโก้
ซึ่งเป็นรุ่นพี่ในทีมชาติโปรตุเกส เปิดเผยว่า
ไม่เคยเห็นใครฝึกหนักเท่านี้มาก่อน
โรนัลโด้ฝึกอย่างกับคนบ้า
เขามีความมุ่งมั่นที่น่าทึ่งอย่างมาก
และนี่คือเรื่องราวที่น่าสนใจของเขา ....
1. โรนัลโด ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะมันทำให้นึกถึงการจากไปของพ่อของเขาที่เสียชีวิตเพราะเหล้า
2. โรนัลโด ไม่สัก เพราะต้องการจะบริจาคเลือดทุกๆ 6เดือน !!! คนดังน่าเอาเป็นแบบอย่างโดยเฉพาะนักกีฬาที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลาย
3. โรนัลโดขาย “รองเท้าทองคำ”ของตัวเอง ในมูลค่า1.5ล้านยูโร (60ล้านบาท)เพื่อบริจาคให้โรงเรียนในเมือง Gaza ปากีสถาน
22 มิถุนายน 2559
7 มิถุนายน 2559
โจน จันได : ผู้มีชีวิตที่ง่ายและดีงาม.....
ชายร่างกำยำ กายกร้านแดด สวมเสื้อยืดเก่าคร่ำคร่า สีมอซอเช่นเดียวกับกางเกงเลที่สวมใส่ เดินเท้าเปล่านำหน้าไปยังบ้านดินที่อยู่บนยอดเนินเขา บ้านดินที่เขาอาศัยอยู่กับลูกและภรรยาชาวอเมริกันโจน จันได คือชายผู้นั้น ลูกชาวนาแห่งยโสธร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ชุมชนแห่งการพึ่งตนเอง ที่พำนักของผู้คนที่ต้องการใช้ชีวิตง่าย ๆ
“ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องทำให้มันยาก” ปรัชญาชีวิตที่ผ่านการตกผลึกของเขา
เขาเรียนหนังสือจนจบ ป.๗ รุ่นสุดท้าย ก็มาบวชเป็นสามเณรในกรุงเทพฯ อาศัยเรียนการศึกษานอกโรงเรียน จนกระทั่งจบการศึกษาผู้ใหญ่มัธยมศึกษาตอนปลายที่วัดสัมพันธหงษ์ แล้วก็ลาสิกขาไปเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนได้ราว ๓ ปี ก็เริ่มถามตัวเองว่า “เรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร” ในที่สุดก็ตัดสินใจหันหลังให้กับการศึกษา พาตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ เงินที่พอมีอยู่จากการตระเวนสร้างบ้านดินให้คนอื่นก็นำไปซื้อที่ดินบนจนหมดเกลี้ยง
11 พฤษภาคม 2559
‘ซูเปอร์แมนหลี่’ ลีกาชิง บุรุษที่เริ่มต้นจาก 0
มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของธุรกิจหลายพันล้านบนเกาะฮ่องกงและถือครองหุ้นในบริษัทต่างประเทศอีกหลายแห่ง นายหลี่เจียเฉิง (李嘉诚) หรือชื่อที่รู้จักในแวดวงธุรกิจทั่วโลกว่า "ลีกาชิง" มีบรรพบุรุษเป็นนักการศึกษาที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเมืองแต้จิ๋ว เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ.1928 ในเมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) มณฑลกวางต่ง (กวางตุ้ง) บรรพบุรุษของเขาเป็นปัญญาชนตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’ ปลายสมัยราชวงศ์ชิงและบิดายังเป็นครูใหญ่แห่งโรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งในเมืองแต้จิ๋วปี ค.ศ.1940 สงครามบุกรุกจีนของกองทหารญี่ปุ่นทำให้ครอบครัวของเขาอพยพลี้ภัยไปอยู่ที่ฮ่องกงหลังจากมาอาศัยในฮ่องกงได้ 2 ปีบิดาก็เสียชีวิต หลี่ต้องรับภาระดูแลน้องชายน้องสาวด้วยการออกจากโรงเรียนแล้วมาหางานทำเลี้ยงครอบครัวเขาเริ่มจากพนักงานขายในบริษัทผลิตของเล่นพลาสติก หลี่ทำงานหนักวันละ 16 – 20 ชั่วโมง ก่อนเริ่มงานเวลา 9 โมงเช้าเขายังไปหาลูกค้าใหม่ในเขตอื่น ๆ ตกค่ำก็กลับมาโรงงานเพื่อตรวจสอบใบสั่งซื้อสินค้าด้วยความขยันขันแข็งทำให้ปลายปีหลี่ได้รับโบนัสสูงกว่าใคร ๆ ในที่ทำงานมีอยู่ปีหนึ่งโบนัสของหลี่เจียเฉิงสูงเป็นอันดับหนึ่งในบริษัทโดยสูงกว่าคนที่ได้ลำดับที่ 2 ถึง 7 เท่าและถึงแม้จะงานหนักงานยุ่งเพียงใดหลี่ผู้รักการอ่านจะรีบตื่นแต่ตี 4 ตี 5 เพื่ออ่านหนังสือทุกวัน และยังใช้เวลาว่างตอนเย็นหลังเลิกงานไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม “ความรู้พื้นฐานของผมมาจากหนังสือเก่า ๆ หนังสือเก่าที่ซื้อมาพออ่านจบแล้วก็ขายต่อไปแล้วเอาเงินไปซื้อหนังสือเก่าเล่มใหม่มาอ่านอีก ” มหาเศรษฐีหลี่เจียเฉิงเล่าอดีตในวัยเยาว์ 21 ตุลาคม 2558
'มิ้งค์-ภัทรพร' Startup ไทย ใน Silicon Valley
Script Inc.บริษัทสร้างสรรค์นวัตกรรมบนมือถือ Startup สัญชาติไทยแท้ ที่มีมูลค่าธุรกิจใน Silicon Valley ณ วันนี้ กว่า 500 ล้านบาท! “Silicon Valley” คือ ดินแดนที่ได้ชื่อว่า หุบเขาแห่งทองคำ แหล่งกำเนิดสุดยอดเทคโนโลยีของโลก ที่ตั้งสำงานใหญ่ของ Apple, Facebook, Google, eBay, Intel ฯลฯ และบริษัทนวัตกรรมน้อยใหญ่
นี่คือ ดินแดนในฝันของเหล่า Startup จากทั่วโลก
หนึ่งบริษัทที่กำลังสร้างตัวเองอยู่ใน Silicon Valley มีชื่อว่า “Script Inc.” บริษัทสร้างสรรค์นวัตกรรมบนมือถือ เจ้าของแอพพลิเคชั่นแต่งภาพสุดคูล Flipjam และ PicCandy ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
นี่ไม่ใช่ธุรกิจสัญชาติอื่นใด แต่เป็น Startup ของคนไทยแท้ๆ โดยผู้ก่อตั้งชื่อ มิ้งค์-ภัทรพร (สุขสมปอง) สกุลคู สาวเก่งผู้เขียนหนังสือ “เก่งสวย รวยเปลี่ยนโลก Startup” ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในปีที่ผ่านมา
20 ตุลาคม 2558
ทำความรู้จัก Jordan Belfort : The Wolf of Wall Street ตัวจริง
เชื่อว่าคอหุ้นหลายๆคน คงเคยดูหนังเรื่อง The Wolf of Wall Street ที่นำเรื่องจริงจากชีวิตชายชื่อ Jordan Belfort มาตีแผ่ให้เห็นอีกด้านนึงของตลาดหุ้น เกิดเป็นกระแสวลีสุดฮิต “Sell me this pen” – ขายปากกานี้ให้ฉัน ถ้าคุณขายปากกาธรรมดาๆได้ คุณก็ขายได้แทบทุกอย่างบนโลกนี้
Jordan Belfort เป็นนักธุรกิจและนักขายมือทองผู้ร่ำรวยและโด่งดังจากผลงานการเป็นนายหน้าค้าหุ้นใน Wall Street ทำเงินมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วและรวยถึงขั้นใช้เงินไม่ทัน เกิดการพัวพันกับธุรกิจสีเทา เหล้ายา และผู้หญิงจนตกต่ำติดคุก เมื่อพ้นโทษออกมาก็ตั้งปณิธานจะนำประสบการณ์ชีวิตมาถ่ายทอดเป็นบทเรียนแก่ผู้อื่นให้ร่ำรวยและเป็นคนดี
อยากจะรวย ช่วยไม่ได้
Jordan Belfort เกิดและโตในย่าน Bayside ในนิวยอร์ก ครอบครัวทำงานบริษัทในตำแหน่งพนักงานบัญชี มีฐานะปานกลาง และภาพที่เห็นจนชินตาและเกิดคำถามในใจคือ พ่อแม่ที่ทำงานหนัก แม้จะมีกินมีใช้แต่ไม่รวยแบบเด็ดขาดและไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว สภาพครอบครัวที่เป็นทำให้เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่า “ฉันจะรวยให้ได้”
Jordan Belfort เป็นนักธุรกิจและนักขายมือทองผู้ร่ำรวยและโด่งดังจากผลงานการเป็นนายหน้าค้าหุ้นใน Wall Street ทำเงินมหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็วและรวยถึงขั้นใช้เงินไม่ทัน เกิดการพัวพันกับธุรกิจสีเทา เหล้ายา และผู้หญิงจนตกต่ำติดคุก เมื่อพ้นโทษออกมาก็ตั้งปณิธานจะนำประสบการณ์ชีวิตมาถ่ายทอดเป็นบทเรียนแก่ผู้อื่นให้ร่ำรวยและเป็นคนดี
อยากจะรวย ช่วยไม่ได้
Jordan Belfort เกิดและโตในย่าน Bayside ในนิวยอร์ก ครอบครัวทำงานบริษัทในตำแหน่งพนักงานบัญชี มีฐานะปานกลาง และภาพที่เห็นจนชินตาและเกิดคำถามในใจคือ พ่อแม่ที่ทำงานหนัก แม้จะมีกินมีใช้แต่ไม่รวยแบบเด็ดขาดและไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว สภาพครอบครัวที่เป็นทำให้เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่า “ฉันจะรวยให้ได้”
19 ตุลาคม 2558
Jordan Fried วิถีรวยแบบ The New Rich ไม่ต้องรอรวยก็เที่ยวรอบโลกได้
ใครเป็นแฟนคลับหนังสือ The 4-Hour Work Week ของ Tim Ferriss ต้องคุ้นเคยกับคำว่า The New Rich เป็นวิถีของคนรวยรุ่นใหม่ที่ผมขอเรียกเอาเองว่า ไม่ต้องรอให้รวยก็รวยได้
Tim Ferriss มองว่าความร่ำรวยจะไร้คุณค่าถ้าคุณหาอิสรภาพทางเวลาให้กับชีวิตไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการแบบ Traditional business หรือ เถ้าแก่เฝ้าร้าน ที่ต้องคุมงานทั้งวันทุกวันไม่ใช่คนรวยในมุมมองของ Tim Ferriss
เขามองว่าคนรวยอย่างสมบูรณ์แบบต้องเป็นคนที่มีธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่องโดยคุณไม่ต้องอยู่ในระบบตลอดเวลา
ในแง่ของเม็ดเงิน คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีรายได้เป็นร้อยล้านพันล้านแบบ Fortune 500 Company อะไรพวกนั้น ขอเพียงคุณมีรายได้พอเพียงมีใช้เหลือเก็บและมีเวลาให้แก่ชีวิตตัวเองมากโดยไม่ต้องลำบากทำงานทั้งวันนั่นคือ The New Rich
Tim Ferriss มองว่าความร่ำรวยจะไร้คุณค่าถ้าคุณหาอิสรภาพทางเวลาให้กับชีวิตไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการแบบ Traditional business หรือ เถ้าแก่เฝ้าร้าน ที่ต้องคุมงานทั้งวันทุกวันไม่ใช่คนรวยในมุมมองของ Tim Ferriss
เขามองว่าคนรวยอย่างสมบูรณ์แบบต้องเป็นคนที่มีธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่องโดยคุณไม่ต้องอยู่ในระบบตลอดเวลา
ในแง่ของเม็ดเงิน คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีรายได้เป็นร้อยล้านพันล้านแบบ Fortune 500 Company อะไรพวกนั้น ขอเพียงคุณมีรายได้พอเพียงมีใช้เหลือเก็บและมีเวลาให้แก่ชีวิตตัวเองมากโดยไม่ต้องลำบากทำงานทั้งวันนั่นคือ The New Rich
16 ตุลาคม 2558
10 ข้อควรรู้ก่อนเกษียณ
2. 'ยุคนี้อายุเราโคตรยืน' ..ด้วยการแพทย์ปัจจุบัน คุณจะอยู่กันเป็น 100 ลองคำนวณซิว่า เมื่อไหร่เงินเก็บที่คุณมีจะ 'สลดเพราะใช้เงินหมดก่อนตาย'
3. 'ลูกหลานเลี้ยงดูเราไม่ได้' ไม่ใช่ลูกหลานไม่กตัญญู แต่ตัวมันเองยังเอาตัวไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนเกษียณอย่างเรา ..ภาระคือสิ่งแรกที่คนทิ้งเมื่อเกิดวิกฤต -- อย่าทำตัวเราให้เป็นภาระ เพราะวิกฤตเกิดประจำ
4. 'ไม่รู้จักคำว่า Passive Income' ..คำนี้สวรรค์ชัดๆ สำหรับคนที่มี ..Passive Income คือ เงินที่ไหลเข้ามาหาเราเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะหยุดทำงาน หรือ แม้กระทั่งป่วย เงินนี้ก็ยังไหลเข้ามา ...การสร้าง Passive Income มันเกิดจากการลงทุนแบบซื้อของที่มูลค่าสร้างรายได้แบบไม่ขายสิ่งนั้นชั่วชีวิต เช่น ออมในหุ้น , ออมในอสังหาให้เช่า
15 ตุลาคม 2558
จอห์น วู้ด ลาออกจากผู้บริหารไมโครซอฟท์ เพื่อสร้างห้องสมุดในชนบท
นายจอห์น วู้ด เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารบริษัท ไมโครซอฟท์ และมาริเริ่มโครงการดังกล่าวว่า เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาได้มีโอกาสแวะเยี่ยมโรงเรียนบนเขาแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน บาฮุนดันดาในเนปาล ซึ่งห้องสมุดที่นั่นมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม โดยเป็นหนังสือที่นักท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้ บางเล่มถูกเก็บล็อกกุญแจเอาไว้ในตู้เสมือนของมีค่า โดยไม่อนุญาตให้เด็กยืมอ่าน เขาเล่าว่า ก่อนเดินทางออกจากหมู่บ้าน ครูใหญ่พูดส่งท้ายกับเขาว่า หากมีโอกาสได้กลับมาอีก ช่วยเอาหนังสือติดมือมาสักสองสามเล่ม
หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข'
หยุดใช้เงินซื้อความสุข หนทางสู่ 'อิสระภาพทางการเงิน' ของ 'ทศวรรษ ทองสุข' กรรมการสมาคมวีไอ ย้ำเป้าหมายการลงทุน อยากเห็นพอร์ตหุ้นโตปีละ 26%
'วินัยในการบริหารเงินที่สูงมาก' ของนักลงทุนแนววีไอ 'ทศวรรษ ทองสุข' เจ้าของนามแฝง 'TODTO' ประจำเวปไซด์ THAIVI ในฐานะกรรมการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ทำให้ชีวิตเจอกับคำว่า 'อิสระภาพทางการเงิน' เมื่อ 4 ปีก่อน
'ชายวัย 33 ปี' ดีกรีปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคค่ำ) จะเข้าสู่แวดวงนักลงทุน Value Investment และตัดสินใจลาออกจากอาชีพมุนษย์เงินเดือน เมื่อ 3 ปีก่อน หลังนั่งทำงานตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (ประเทศไทย) มานานหลายปี
เขาเคยใช้เวลาหลังเลิกงานทำธุรกิจเล็กๆ รวดเดียว 2-3 กิจการ เพราะต้องการทดลองวิชาที่เรียนมา เช่น ร้านเช่าเซิร์ฟเวอร์,สร้างเว็บไซต์ และร้านไอศรีม ควบคู่กับการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม
ผลของการอยากเป็นเถ้าแก่น้อย คือ 'เจ๊งทุกกิจการ' หลังทดลองดำเนินการมาประมาณ 2-3 ปี สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะ 'ไม่มีประสบการณ์มากพอ'
'วินัยในการบริหารเงินที่สูงมาก' ของนักลงทุนแนววีไอ 'ทศวรรษ ทองสุข' เจ้าของนามแฝง 'TODTO' ประจำเวปไซด์ THAIVI ในฐานะกรรมการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ทำให้ชีวิตเจอกับคำว่า 'อิสระภาพทางการเงิน' เมื่อ 4 ปีก่อน
'ชายวัย 33 ปี' ดีกรีปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคค่ำ) จะเข้าสู่แวดวงนักลงทุน Value Investment และตัดสินใจลาออกจากอาชีพมุนษย์เงินเดือน เมื่อ 3 ปีก่อน หลังนั่งทำงานตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์ สำนักข่าวรอยเตอร์ส (ประเทศไทย) มานานหลายปี
เขาเคยใช้เวลาหลังเลิกงานทำธุรกิจเล็กๆ รวดเดียว 2-3 กิจการ เพราะต้องการทดลองวิชาที่เรียนมา เช่น ร้านเช่าเซิร์ฟเวอร์,สร้างเว็บไซต์ และร้านไอศรีม ควบคู่กับการปล่อยเช่าคอนโดมิเนียม
ผลของการอยากเป็นเถ้าแก่น้อย คือ 'เจ๊งทุกกิจการ' หลังทดลองดำเนินการมาประมาณ 2-3 ปี สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะ 'ไม่มีประสบการณ์มากพอ'
14 ตุลาคม 2558
กลยุทธ์การลงทุนของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” นักลงทุนระดับตำนาน
“ฟิลลิป ฟิชเชอร์” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นครูที่สุดยอดนักลงทุนแห่งยุคอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ให้การยอมรับนับถือ
ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของเขามีส่วนผสมของ “เบนจามิน เกรแฮม” 85 % และของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” 15 % แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็น 50 % กับ 50 % มากกว่า เพียงแต่ “บัฟเฟตต์” อาจจะต้องการให้เกียรติแก่ “เกรแฮม” ผู้อาจารย์ที่เขาเคารพรัก
“ฟิชเชอร์” เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท Fisher & Company ที่ซานฟรานซิสโกในเดือนมกราคม 1931 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression ปี 1929) แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้อง หลังจากผ่านพ้น 2 ปีแห่งความเลวร้ายของตลาดหุ้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจโบรกเกอร์ที่พวกเขาเคยใช้บริการ และหันมารับฟังมุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ฟิชเชอร์”
ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของเขามีส่วนผสมของ “เบนจามิน เกรแฮม” 85 % และของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” 15 % แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า จริงๆ แล้วน่าจะเป็น 50 % กับ 50 % มากกว่า เพียงแต่ “บัฟเฟตต์” อาจจะต้องการให้เกียรติแก่ “เกรแฮม” ผู้อาจารย์ที่เขาเคารพรัก
“ฟิชเชอร์” เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากนั้นเขาได้ก่อตั้งบริษัท Fisher & Company ที่ซานฟรานซิสโกในเดือนมกราคม 1931 ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression ปี 1929) แต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ถูกต้อง หลังจากผ่านพ้น 2 ปีแห่งความเลวร้ายของตลาดหุ้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจโบรกเกอร์ที่พวกเขาเคยใช้บริการ และหันมารับฟังมุมมองใหม่ๆ ในการลงทุนจากคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ฟิชเชอร์”
13 ตุลาคม 2558
ปรมาจารย์ด้านศิลปะ 'ถวัลย์ ดัชนี'
ผลงานของ อ.ถวัลย์ มีรูปแบบเฉพาะตัวอีกคือ เป็นผลงานที่ดูลึกลับ น่าสะพรึงกลัว ด้วยอสูร หรือสัตว์ต่าง ๆ ในท่าทีเกรี้ยวกราด ซึ่งอยู่ในโทนสีขาวดำมืดครึ้มเป็นหลัก และยังใช้ฝีแปรงและการแรเงาที่สะท้อนอารมณ์ภายในออกมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่ภายใต้ความน่าเกรงขามดังกล่าว กลับแฝงไปด้วยคติธรรมและข้อคิดที่บางคนอาจลืมเลือนไปนานแล้ว
และด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้เอง ทำให้ใคร ๆ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห็นเพียงหางตาก็รู้แล้วว่า นี่คือผลงานของ อ.ถวัลย์"
ว่ากันว่าภาพเขียนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขสูงสุดที่ว่านั้นคือ 20 ล้านบาท! อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการขายรูปมาตั้งแต่อายุ 50 ปีแล้ว "ใครอยากจะจองจบกันเลย เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปจนตาย ผมจะเขียนรูปใส่บ้านผมอย่างเดียว ให้มันเป็นมหกรรมเลย ใครอยากเห็นให้ไปดูในวิดีโอได้ ผมขายมามากพอแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องการเงินทองอะไรอีกแล้ว"
ว่ากันว่าภาพเขียนของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขสูงสุดที่ว่านั้นคือ 20 ล้านบาท! อาจารย์ถวัลย์ปฏิเสธการขายรูปมาตั้งแต่อายุ 50 ปีแล้ว "ใครอยากจะจองจบกันเลย เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปจนตาย ผมจะเขียนรูปใส่บ้านผมอย่างเดียว ให้มันเป็นมหกรรมเลย ใครอยากเห็นให้ไปดูในวิดีโอได้ ผมขายมามากพอแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องการเงินทองอะไรอีกแล้ว"
8 ตุลาคม 2558
"ศักดา สรรพปัญญาวงศ์" ให้เวลากับการเลือกหุ้น...สไตล์ VI
ศักดา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ให้ความรู้ A-Academy ย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มต้นลงทุนมาตั้งแต่ปี 3 นับจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 10 ปี แล้ว แต่ในช่วง 3 ปี แรกไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ตอนนั้นเริ่มต้นลงทุนด้วย "กองทุนรวม" แต่ไม่ถึงปีก็ไปเปิดพอร์ตหุ้นลงทุนด้วยตัวเองแต่ช่วงปีแรกยังสะเปะสะปะมั่วไปหมด ใช้ทุกแนวอ่านอะไรมาก็ไปทำแบบนั้น ตอนนั้นประมาณปี 4 แล้ว ที่ดีหน่อยคือตัวเองไม่ได้อ่านเฉพาะหนังสือแนวลงทุนแต่อ่านหนังสือรอบด้านกว่านั้นรวมถึงแนวการเงินส่วนบุคคลด้วยเล่มที่อ่านในตอนนั้นชื่อ "วางแผงรวยยกกำลัง 2" จึงตระหนักว่าเรียนมาเพื่อหาเงินมาทั้งชีวิต แต่ไม่มีใครมาสอนเรื่องการจัดการเงินให้เลย แต่นี่คือโลกของความเป็นจริงตั้งแต่นั้นจึงเริ่มลงทุนและออม เมื่อมาต่อโทที่ NIDA ด้านการเงินก็เริ่มได้แนวทางการลงทุนที่มีความสุขมากขึ้นนั่นคือ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า " ซึ่งกลายมาเป็นแนวทางในการลงทุนในหุ้นปัจจุบันของตัวเองทั้งพอร์ต"ในมุมของคนที่ลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่มองธุรกิจเป็นหลัก สมมติเราสร้างธุรกิจมาธุรกิจหนึ่งแล้วมันมีอุปสรรคเข้ามา คงไม่ใช่ปิดกิจการแล้วไปเริ่มธุรกิจใหม่แต่เป็นเรื่องของการจัดการให้ผ่านมรสุมตรงนี้ไปได้ยังไง คือ ถ้าคนทำธุรกิจเป็นแบบนั้น ในมุมมองการลงทุนของผมก็เป็นแบบเดียวกัน คือ ไม่ได้ไปตามข่าวอะไรที่สั้นขนาดนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่ทฤษฎีการเงินอะไรมากมาย สำคัญคือการมองธุรกิจออกมากกว่าว่าธุรกิจนี้เป็นไง จะแข่งขันได้ไหม จะโตได้ไหมเมื่อเกิดภัยหรือโอกาส เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่เราเลือกแล้วว่าเขาจะต้องนำพาธุรกิจให้ผ่านไปได้ เพราะฉะนั้นผลไม่ว่าเกิดอะไรก็ตามถ้าธุรกิจยังดี ยังตรวจสอบได้ เช่น เรายังไปเดินชมได้ เห็นคนยังเข้าคิวกิน เข้าคิวใช้อยู่ เราก็ซื้อต่อไปเรื่อยๆ แนวนี้ก็ทำมาถึงทุกวันนี้"
29 พฤษภาคม 2558
กูรูพันล้าน เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์ บทสรุปของ “สุดยอดวิชา” จาก เสี่ยยักษ์ วิชัย วชิรพงศ์
1. จะอยู่รอดต้องเป็นมืออาชี พผมเตรียมที่จะมาพูดตรงข้ามกั บคุณศิริวัฒน์เลย คือคุณศิริวัฒน์ บอกว่าอย่าเอาตลาดหุ้นมาเป็ นอาชีพ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะอยู่ ในตลาดหุ้น เราต้องเป็นมืออาชีพ เช่น คุณจะเป็นหมอฟันต้องเรียนทั นตแทพย์มา คุณจะเล่นหุ้น เจ็ดวันคุณมาเล่นหุ้นแล้ว แล้วคุณก็เออ ก็ได้ ทุกคนส่วนมากเล่นหุ้นแรกๆ มักจะได้แล้วก็จะตามเพื่อน สุดท้ายเพื่อนที่อยู่มาสิบปีก็ มีผิดเหมือนกัน ผิดเพราะรู้ไม่จริง
2. เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมอยู่มาประมาณ 20 ปี เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมขอยืนยัน ถ้าคุณเก่งจริง เทคนิคไม่เคยหลอกเพียงแต่เราไม่ รู้ ดังนั้นเราต้องเป็นมืออาชีพให้ ได้ นี่คือข้อที่ 1
3. รายย่อยได้เปรียบรายใหญ่ ข้อที่ 2 นักเล่นหุ้นทุกคนล้วนเคยเป็ นรายย่อยมาหมด เมื่อก่อนผมก็เป็นรายย่อย หลายคนบอกว่ารายใหญ่ได้เปรียบ มันไม่ใช่เลย รายย่อยต่างหากที่ได้เปรียบ เพราะว่าคุณซื้อหนึ่งครั้ งคุณเต็มพอร์ต คุณขายหนึ่งครั้งหมดพอร์ต แต่ถ้ารายใหญ่หลายร้อยล้านหุ้น จะขายยังไงดังนั้นรายย่อยจึงได้ เปรียบรายใหญ่มากๆ
2. เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมอยู่มาประมาณ 20 ปี เทคนิคเคิลไม่เคยหลอก ผมขอยืนยัน ถ้าคุณเก่งจริง เทคนิคไม่เคยหลอกเพียงแต่เราไม่
3. รายย่อยได้เปรียบรายใหญ่ ข้อที่ 2 นักเล่นหุ้นทุกคนล้วนเคยเป็
19 พฤษภาคม 2558
ทิ้งรายได้เดือนละ 2 แสน สู่เส้นทางอิสระภาพทางการเงิน ภาสุชา อุตรวณิช
หนึ่งในเซียนหุ้นรุ่นใหม่ “ภา” ภาสุชา อุตรวณิช คุณแม่ยังสาววัย 34 ปี อดีตเจ้าของธุรกิจขนส่ง มีเงินสดไหลเข้าบริษัทเดือนละกว่า 200,000 บาท แต่ภา เลือกที่จะปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อออกมาลงทุนในตลาดหุ้นแนว Value Investor (วีไอ) ภายใต้พอร์ตของสามี ก่อนจะมาเปิดพอร์ตเป็นของตัวเอง ภา ยึดแนวทางการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม หวังผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 15% ที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างน่าพอใจ เจ้าของนามแฝง "KIRI" ในเวบไซต์ไทยวีไอ ย้อนประวัติส่วนตัวให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า บังเอิญมีโอกาสได้คุยกับคุณอาของสามี เขาทำธุรกิจขนส่งดูน่าสนใจจึงตัดสินใจขายบ้านย่านศรีราชาที่ไม่ได้อยู่อาศัยได้เงินมาล้านกว่าบาท แล้วไปยืมเงินพ่อแม่ของแฟนมาอีก 2 ล้านกว่าบาท เพื่อมาซื้อรถบรรทุก 2 คัน ทำธุรกิจขนส่งสินค้า มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ตอนนั้นมีพนักงาน 7 คน"ธุรกิจประสบความสำเร็จมาก มีเงินสดเข้าบริษัททุกเดือน คิดเป็นรายได้ตก 200,000 กว่าบาทต่อเดือน ตอนนั้นอายุ 27-28 ปี ทำได้เกือบ 2 ปี ก็เลิก เริ่มทำงานยากขึ้นมีคนอยากทำธุรกิจนี้ค่อนข้างมาก บางคนไม่จ้างพนักงานทำเองทั้งหมดทำให้เขามีต้นทุนไม่สูง อีกอย่างเริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว
ณัฐชาต คำศิริตระกูล ลาออกจากงานประจำได้ด้วยการลงทุน
พอร์ตใหญ่เท่าไรไม่ยอมบอก แต่รับเงินปันผล 'หลักล้านบาท' ต่อปี 'กานต์' ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตมนุษย์เงินเดือน 'เครือซิเมนต์ไทย' วัย 32 ปี
เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากไปทำงานด้วย แต่ “กานต์” ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตวิศวกรฝ่ายการตลาด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วัย 32 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาท หน้าที่การงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีโอกาสก้าวหน้า และมีสวัสดิการดีเป็นเลิศ ตัวเขากลับมองว่าอาชีพลูกจ้างชาตินี้คงหาความมั่นคงไม่ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิด! มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาก็พร้อมสบัดเก้าอี้ที่เคยนั่งทำงานทุกวัน เพื่อออกไปแสวงหาความยั่งยืนให้กับชีวิต ด้วยการเล่นหุ้นอย่างมีสติ
"ผมลงทุนแนว Value Investor มา 7 ปีแล้ว เพิ่งลาออกจากงานประจำเมื่อปี 2554 เพื่อมาลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับสมาคมฯ และต้องการมีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ที่จังหวัดขอนแก่น และกำลังจะหาซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้ยังเช่าเขาอยู่"
เคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากไปทำงานด้วย แต่ “กานต์” ณัฐชาต คำศิริตระกูล อดีตวิศวกรฝ่ายการตลาด บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วัย 32 ปี เขาเลือกที่จะทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาท หน้าที่การงานที่ใครหลายคนมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีโอกาสก้าวหน้า และมีสวัสดิการดีเป็นเลิศ ตัวเขากลับมองว่าอาชีพลูกจ้างชาตินี้คงหาความมั่นคงไม่ได้ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิด! มนุษย์เงินเดือนอย่างเขาก็พร้อมสบัดเก้าอี้ที่เคยนั่งทำงานทุกวัน เพื่อออกไปแสวงหาความยั่งยืนให้กับชีวิต ด้วยการเล่นหุ้นอย่างมีสติ
"ผมลงทุนแนว Value Investor มา 7 ปีแล้ว เพิ่งลาออกจากงานประจำเมื่อปี 2554 เพื่อมาลงทุนอย่างจริงจัง อีกอย่างต้องการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับสมาคมฯ และต้องการมีเวลาดูแลครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการลงทุนไปซื้อที่ดิน เพื่อปลูกบ้านให้พ่อกับแม่ที่จังหวัดขอนแก่น และกำลังจะหาซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้ยังเช่าเขาอยู่"
17 กุมภาพันธ์ 2558
ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’
ทฤษฎีเล่นหุ้น ‘ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี’
นายแพทย์หนุ่ม ไม่ได้เกิดมาพร้อมมรดกพันล้านแต่วันนี้เขาเป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น(เงิน สด)2,000 ล้านบาท ความสำเร็จแลกมาด้วยความพยายาม’ขั้นกว่า’
หลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 34 สาขาหู คอ จมูก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เรียนมาได้เพียง 2 ปี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี หักเหชีวิตครั้งสำคัญไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามในต่างประเทศ เขาใช้เวลาร่ำเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ พงศ์ศักดิ์คลินิก สาขาแรกที่จังหวัดระยอง
ปัจจุบันนายแพทย์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้เป็นนักธุรกิจเจ้าของคลินิกความงามที่มีสาขาทั่วประเทศมากถึง 50 สาขา อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็น Value Investor (วีไอ) ชั้นแนวหน้า หลังได้อ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของหมอหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่ม ลงทุนครั้งแรกประมาณปี 2547 ด้วยเงินทุนประเดิม 2-3 ล้านบาท ประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพอร์ตเงินสดประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นนักลงทุน “รายบุคคล” รายใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ คุณหมอนักลงทุนเปิดฉากเล่าหลักการลงทุนของตัวเองให้ฟังว่า จะผสมผสานรูปแบบทั้งของส่วนตัวและหลักคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เข้าด้วยกัน
หลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 34 สาขาหู คอ จมูก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เรียนมาได้เพียง 2 ปี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี หักเหชีวิตครั้งสำคัญไปเทคคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับความงามในต่างประเทศ เขาใช้เวลาร่ำเรียนอย่างหนักเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดคลินิกของตัวเองใช้ชื่อ พงศ์ศักดิ์คลินิก สาขาแรกที่จังหวัดระยอง
ปัจจุบันนายแพทย์หนุ่มใหญ่วัย 47 ปีรายนี้เป็นนักธุรกิจเจ้าของคลินิกความงามที่มีสาขาทั่วประเทศมากถึง 50 สาขา อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็น Value Investor (วีไอ) ชั้นแนวหน้า หลังได้อ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” เมื่อหลายปีก่อน ชีวิตของหมอหนุ่มเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นจนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่ม ลงทุนครั้งแรกประมาณปี 2547 ด้วยเงินทุนประเดิม 2-3 ล้านบาท ประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพอร์ตเงินสดประมาณ 2,000 ล้านบาท และเป็นนักลงทุน “รายบุคคล” รายใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ คุณหมอนักลงทุนเปิดฉากเล่าหลักการลงทุนของตัวเองให้ฟังว่า จะผสมผสานรูปแบบทั้งของส่วนตัวและหลักคิดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เข้าด้วยกัน
9 กรกฎาคม 2557
เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India
Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ India
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
1 กรกฎาคม 2557
เปิดสูตร "รวยร้อยล้าน" "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์"
แม้ไม่เชื่อความคิดเรื่องลงทุนของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์” แต่ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” ยอมหยิบจุดเด่นบางข้อมาประยุกต์ใช้
ใครจะรู้!! เบื้องหลังความสำเร็จเรื่องลงทุนของ “หยง-ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” บุรุษวัย 33 ปี ผู้ยึดอาชีพ Freedom trader และวิทยากรสอนเรื่องลงทุนหาเลี้ยงชีพ ส่วนหนึ่งจะมาจากการแอบค้านคำพูดเล็กๆของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหลายพันล้านบาท ที่เคยเอ่ยกลางวงข้าวว่า
“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที”
ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”
เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ “ต้องการรวย” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก
“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ”
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์
“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที”
ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”
เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ “ต้องการรวย” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก
“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ”
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์
10 มีนาคม 2557
Hedge Fund Market Wizards หนังสือที่นักลงทุนไม่ควรพลาด
หนังสือ Hedge Fund Market Wizards เขียนโดยแจ๊ค ชเวเกอร์ (Jack Schewager) ซึ่งเป็นผู้เขียนขายดีตลอดกาลอย่าง Market Wizards หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ในครั้งนั้นเขาได้สัมภาษณ์นักลงทุนและนักเก็งกำไรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายสิบคนและนำมารวบรวมไว้ในหนังสือชุดพ่อมดตลาดหุ้น ส่วนในเล่มนี้ เขาได้รวบรวมเคล็ดลับความสำเร็จของผู้บริหารกองทุนเฮจฟันด์ระดับโลกไว้มากมาย โดยสามารถสรุปสูตรความสำเร็จได้ดังนี้
1) ไม่มีสูตรสำเร็จในการเทรดหุ้น
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่คิดผิดที่ว่า มีสูตรสำเร็จเดียวในการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงไม่มีสูตรตายตัวในการลงทุน นอกเหนือจากนั้นสูตรสำเร็จเหล่านั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการที่เขาสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ชเวเกอร์พบว่าหลักการลงทุนของบางคนนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เขาเหล่านั้นยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีหลายเส้นทางในการทำเงินจากตลาดหุ้นและไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จในแต่ละเส้นทางนั้นๆ
1) ไม่มีสูตรสำเร็จในการเทรดหุ้น
นักเก็งกำไรส่วนใหญ่คิดผิดที่ว่า มีสูตรสำเร็จเดียวในการคาดเดาทิศทางของตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงไม่มีสูตรตายตัวในการลงทุน นอกเหนือจากนั้นสูตรสำเร็จเหล่านั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากการที่เขาสัมภาษณ์นักลงทุนระดับโลกหลายต่อหลายคน ชเวเกอร์พบว่าหลักการลงทุนของบางคนนั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เขาเหล่านั้นยังสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีหลายเส้นทางในการทำเงินจากตลาดหุ้นและไม่ง่ายที่จะประสบความสำเร็จในแต่ละเส้นทางนั้นๆ
9 มีนาคม 2557
Jim Chanos พ่อมดของการ Short หุ้น
ถ้าพูดถึงการทำ Short sell แล้ว นักเก็งกำไรที่หลายๆคนจะนึกถึงเป็นชื่อแรกคงหนีไม่พ้น Gorge Soros ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้การ short sell เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าพูดกันจริงๆแล้ว ในวงการการเงิน Soros นั้นใช้ประโยชน์จากเครื่องมือที่เรียกว่า Short sell ในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น ซึ่งหลายๆคนคงจะทราบดี Soror จะใช้เมื่อเกิด Bubble Crisis เท่านั้น!!!
วันนี้ เราจึงจะพูดถึง ผู้ที่เป็น Master ในวงการ Short sell ที่หาตัวจับยาก นั่นก็คือ Jim Chanos ผู้ก่อตั้งและประธาน Kynikos Associates Ltd. ที่บริหารเงินลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ เขาได้รับการยอมรับในความสามารถด้านนี้มากๆ เนื่องจากการเล่น short sell เป็นหลักนั้นทำกำไรได้ยากใน Long-Run แม้กระทั่ง Soros ยังเลือกใช้เฉพาะในเวลาที่เกิด Reflexivity เท่านั้น Chanos มีชื่อเสียงอย่างมากจาก Deal การ Short หุ้น ENRON ก่อนที่ ENRON จะล้มละลาย
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของเขา คือ เขาบอกว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของว่าเราอยู่ตรงไหน เรามี Idol ได้ เราเลียนแบบได้ แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว บุคคลที่เค้าชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ สุดยอดนักลงทุนสไตล์ Value Investment อย่าง Warren Buffet แต่จะเห็นว่าสไตล์การลงทุนของเขาและ buffet ช่างแตกต่างกันจริงๆ
วันนี้ เราจึงจะพูดถึง ผู้ที่เป็น Master ในวงการ Short sell ที่หาตัวจับยาก นั่นก็คือ Jim Chanos ผู้ก่อตั้งและประธาน Kynikos Associates Ltd. ที่บริหารเงินลงทุนกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ เขาได้รับการยอมรับในความสามารถด้านนี้มากๆ เนื่องจากการเล่น short sell เป็นหลักนั้นทำกำไรได้ยากใน Long-Run แม้กระทั่ง Soros ยังเลือกใช้เฉพาะในเวลาที่เกิด Reflexivity เท่านั้น Chanos มีชื่อเสียงอย่างมากจาก Deal การ Short หุ้น ENRON ก่อนที่ ENRON จะล้มละลาย
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดของเขา คือ เขาบอกว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของว่าเราอยู่ตรงไหน เรามี Idol ได้ เราเลียนแบบได้ แต่เราก็ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์ที่เหมาะสมกับตัวเรา ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว บุคคลที่เค้าชื่นชอบที่สุดคนหนึ่ง คือ สุดยอดนักลงทุนสไตล์ Value Investment อย่าง Warren Buffet แต่จะเห็นว่าสไตล์การลงทุนของเขาและ buffet ช่างแตกต่างกันจริงๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














