14 เมษายน 2555

ร่ำรวยจากตลาดหุ้นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เนื่องจากความร่ำรวยจากตลาดหุ้น ถูกมองว่าเป็นการทำเงินที่ง่าย และสบายกว่าอาชีพอื่น เพราะการทำกำไรนั้น อยู่แค่เพียง ปลายคลิ๊ก ของเรา แค่กด enter ซื้อขายก็ทำเงินได้แล้ว ทำให้คนมากมายเดินเข้าสู่วงการตลาดหุ้น เพราะคิดว่ามันง่าย และเหนื่อยน้อยกว่างานใดๆ

ซึ่งแน่นอนว่า นักลงทุนเกือบทุกคน มีเป้าหมายและความกระหายที่แท้จริงเหมือนๆกัน ไม่ว่าเค้าคนนั้นจะพูดว่าต้องการมาก หรือต้องการน้อยก็ตาม เป้าหมายนั้นก็คือ เงิน ความร่ำรวย ความมั่งคั่ง อิสรภาพทางการเงิน อิสระในการใช้ชีวิต ฯลฯ

แต่เมื่อเรามาใช้ชีวิตนักลงทุนเต็มตัว หรือบางคนอาจจะกึ่งๆ นักลงทุน เพราะยังมุ่งมั่นกับการทำงานประจำอยู่ เราก็พยายามอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จอย่างคนอื่น ซึ่งมีเรื่องราว และประวัติผู้ที่ร่ำรวยจากตลาดหุ้นมากมายให้เราได้ศึกษา เราพยายามอย่างหนักที่จะเจริญรอยตามเค้าเหล่านั้น แต่จนแล้วจนรอด เราก็ไม่เห็นจะรวยแบบเค้าเหล่านั้นเสียที

คนนึงเล่นจาก 3 แสน เป็น 30 ล้าน ในเวลา 6 ปี อีกคน จาก 2 ล้านเป็น พันล้านภายใน 10 ปี อีกคนก็ แสนเดียวเท่านั้น กลายเป็น 10 ล้านภายใน 5 ปี อะไรมันจะง่ายแบบนั้น แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นวันของเรานะ ??

คำถามนี้ คงยังตราตรึงอยู่ในใจของนักลงทุนทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่าที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเสมอ เพราะเรายังขยันไม่พอรึเปล่า หรือเราอ่านข่าวน้อยไป ไม่หรอก เราว่าเราก็ติดตามข้อมูลมากมายแล้วนะ งบการเงินก็วิเคราะห์ตลอด หรือเราทุนน้อยไป แล้วทำไม ทำไม เรายังไม่รวยซะที !!!!

หลังจากนั้น เราก็มักปิดท้ายความคิดด้วยประโยคเข้าข้างตัวเองต่างๆ เช่น หรือเป็นเพราะเค้าเหล่านั้นโชคช่วยดวงดีสุดๆ หรือเพราะ เค้าเป็นพวกวงในหรือพวกปั่นหุ้น หรือว่าเค้าต้องโกหกแน่ๆ เค้าไม่มีทางรวยได้ขนาดนั้นหรอก พวกนี้มันทุนหนา หรือไม่ก็ฟลุ๊คแหงๆ !!!!

คำตอบของเรื่องนี้ มันง่ายมาก ถ้าคุณได้ติดตามเรื่องราว และวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวัน ไม่ใช่เพราะเค้าดวงดี ไม่ใช่เพราะเค้ามี inside แต่เป็นเพราะเค้าทำการบ้านอย่างหนัก และแน่นอน เขาขยันมากกว่าที่คุณคิด!!!!!!

วอรเรน บัฟเฟตต์ ตื่น 6 โมงเช้าเพื่ออ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ หลังจากนั้น เค้าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านรายงานประจำปีของบริษัทต่างๆ ในทุกๆวัน

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นักเก็งกำไรระดับตำนาน กล่าวว่า “ตลาดหุ้นคือที่ที่อันตรายมากสำหรับคนที่ไม่ชอบทำการบ้าน คนโง่ และคนที่ชอบรวยทางลัด ถ้ามีคนถามผมว่าจะทำเงินจากตลาดหุ้นได้อย่างไร มันก็คงไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไปเดินมาถามหมอและทนายว่า ผมจะทำเงินอย่างรวดเร็วจากการผ่าตัดและการว่าความได้ยังไง มันคงดูบ้ามาก เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคืออุทิศตัวให้กับการลงทุนอย่างแท้จริง..."

และจากการติดตามเทคนิค และประวัติของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอีกจำนวนมาก พบว่าเขาเหล่านั้นแทบทุกคนใช้เวลาเยอะมากในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล งบการเงิน รวมถึงการประเมินผลประกอบการ แม้ในกลุ่มนักลงทุนแนวเทคนิคคอล ก็เช่นเดียวกัน เขาส่วนใหญ่ใช้เวลาหลังปิดตลาดไปกับการดูกราฟ ศึกษารูปแบบของกราฟหุ้นตัวต่างๆ ตลอดจนในเวลาในการติดตามข่าวสารทั้งในและต่างประเทศ อย่างหนักในทุกๆวัน เพื่อมองหาโอกาสในการทำกำไร

เห็นแบบนี้ คงไม่อาจพูดได้เต็มปากใช่ไหมว่าเขาเหล่านั้น รวยเพราะโชคช่วย ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของพวกเขาล้วนเกิดจากการมุมานะ พยายาม และทำการศึกษาอย่างมุ่งมั่น ไม่เพียงรอคอยโอกาสเท่านั้น เขายังเตรียมตัวให้พร้อมเสมอเมื่อโอกาสมาถึง จึงไม่แปลกใจเลยว่าเขาเหล่านี้ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นได้อย่างไร

กับมาที่ตัวเรา เราคงต้องถามตัวเองว่าเราต้องการอะไรจากตลาดหุ้น ถ้าคำตอบคือ ความร่ำรวยและประสบความสำเร็จในการลงทุน คุณคงต้องถอดแบบพฤติกรรมของคนที่ประสบความสำเร็จ ศึกษา ค้นคว้าข้อมูลด้วยความอดทน มุ่งมั่นที่จะลงทุนตามแนวทางที่เราตั้งใจ ลงทุนด้วยเหตุผล อย่าลงทุนด้วยอามรณ์ แต่ถ้าคุณคิดว่า ตลาดหุ้นมันสามารถหาเงินได้ง่ายกว่าจริงๆแล้วละก็ คุณก็จงอยู่ให้ห่างตลาดหุ้นซะ เพราะเงินที่หามาได้ง่ายๆ ในโลกนี้มันไม่มีอยู่จริงหรอกกกก

By 2Binvestor

12 เมษายน 2555

รวยง่ายๆ ถ้าคุณรู้จักและเข้าใจ Mr.Market (นายตลาด)

อะไรทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่ดี? วอรเรน บัฟเฟตต์ พูดไว้ว่า นักลงทุนที่ดี ก็คือ ใครก็ตามที่สามารถรวมเอาการเลือกธุรกิจที่ดีเข้ากับความสามารถที่จะวางเฉยต่อการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นได้

บัฟเฟตต์ เป็นลูกศิษย์ของ เบนจามิน เกรแฮม ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาเป็นนักเรียนคนเดียวที่ได้เกรด A+ ตลอดระยะเวลา 22 ปี ที่เกรแฮมสอนมา เกรแฮมได้สอนให้เขารู้จักกับแนวความคิดที่สำคัญที่สุด ซึ่งบัฟเฟตต์ยังยึดมั่นอยู่ในปัจจุบัน เรื่องแรกก็คือ แนวความคิดในการเปรียบเทียบตลาดหุ้น กับ Mr.Market และเรื่องที่สอง คือ ต้องมี Margin of Safety ในราคาหุ้นที่จะซื้อเสมอ (หุ้นที่ดี แต่มีราคาแพงเกินไป มันก็ไม่ใช่หุ้นที่ควรซื้อ)

บัฟเฟตต์พูดในงานคล้ายวันเกิดครบรอบ 100 ปี ของเกรแฮม ว่า แนวความคิดนี้ใช้ได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และจะยังคงเป็นแนวความคิดที่สำคัญต่อไปในอีกศตวรรษข้างหน้า

ใคร คือ Mr.Market (นายตลาด)
บัฟเฟตต์ อธิบายให้ฟังว่า Mr.Market คือหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณ นายตลาดเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ ซึ่งเขาจะปรากฎตัวขึ้นทุกๆวันโดยไม่เคยขาด และจะเสนอราคาขอซื้อหุ้นในส่วนของคุณ หรือ ขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับคุณ

บัฟเฟตต์ เรียกนายตลาดว่า "คนวิกลจริต" หรืออาจเรียกได้ว่าคนที่มี "บุคลิกภาพ 2 ขั้ว" ปัญหาทางด้านจิตใจของนายตลาดนั้น ส่งผลถึงราคาหุ้นที่เขาเสนอขายด้วย ถ้าวันไหนที่เขารู้สึกอิ่มเอมใจ เขาจะมองเห็นแต่สิ่งดีๆ ในธุรกิจ และจะเสนอขายหุ้นในส่วนของเขาในราคาที่สูงมาก ที่จริงแล้ว ถ้าเขาอารมณ์ดีแบบนี้ เขาไม่ได้ต้องการจะขายหุ้นของเขาให้กับคุณหรอก เขาตั้งราคาขายแพงๆเพราะเขากลัวว่าคุณจะยอมรับราคาที่เขาเสนอและซื้อหุ้นของเขา และกลัวว่าคุณจะกวาดเอาผลประโยชน์ทั้งหมดซึ่งเขาคิดว่าควรจะเป็นของเขาไป

10 เมษายน 2555

" จิม โรเจอร์ " นักผจญภัยแห่งตลาดทุนและเซียนสินค้าโภคภัณฑ์

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ วอเรน บัฟเฟตต์ ย่อมเป็นที่รู้จักกันดีในวงการตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สำหรับในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผู้ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนนึงในปัจุบัน คงหนีไม่พ้นบุรุษนามว่า จิม โรเจอร์ส!!!!

(เพิ่มเติม ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ คือ ตลาดสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง น้ำตาล โกโก้ ข้าวสาลี ฯลฯ ตลาดสินค้าพลังงาน โลหะ ทองคำ นอกจากนี้โรเจอร์ยังให้ความสนใจในตลาดค่าเงิน ซึ่งถือเป็นตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

โรเจอร์ได้รู้จักและหลุดเข้ามาสู่โลกเเห่งการเทรดโดยบังเอิญ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ค้นพบว่าตัวเองมีความหลงไหลในการเทรดอย่างมาก จนเขาถึงกับกล่าวว่า "ตลาดหุ้นเเละตลาดการเงิน พร้อมที่จะจ่ายรางวัลตอบเเทนอย่างมหาศาลให้กับคนที่สามารถรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้างในตลาด ซึ่งเขา พร้อมที่จะไขปัญหานั้นเเม้ว่าจะต้องทำงานให้เเบบฟรีๆ ก็ตาม เพราะเขาชอบความตื่นเต้นเเละความท้าทาย"

8 เมษายน 2555

ความลับของตลาดหุ้น

ความรู้สึกแรกของคนที่เพิ่งรู้จักกับตลาดหุ้น....
- โลกนี้มีงานสบายแบบนี้ด้วยหรอเนี่ย แล้วแบบนี้เราจะมานั่งทำงานประจำกันอยู่ทำไม ??
- ฮ่าๆๆ เรารวยแน่ แค่คลิก ซื้อถูกขายแพง ไม่เห็นจะยากตรงไหน ???
- จบสิ้นกันที การเป็นลูกจ้าง ชั้นจะเป็นนายตัวเอง ตื่นสิบโมง เลิกงานสี่โมงครึ่ง จะนั่งหรือจะนอนเทรดดีนะ???
- ชั้นว่าชั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ งานง่ายๆ คนรักสบายอย่างเรา ถนัด !!!!!
- อิสรภาพทางการเงิน เป็นเศรษฐีวัยเยาว์ เกษียณตั้งแต่ 40 อิ อิ เราคือรายต่อไปแล้ววววว

ก็แหมลองคิดดูสิ จะมีงานอะไรในโลกนี้ ไม่ต้องเจอใคร ไม่ต้องทนกับเจ้านายขี้บ่น นั่งอยู่บ้าน ไม่ต้องอาบน้ำ นั่งๆนอนๆ ก็ทำเงินได้แล้ว แค่คิดก็ฝันหวานแล้วเรา ^^

เมื่อความหวังเริ่มเปิดกว้าง การเริ่มต้นก็เกิดขึ้น คนส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการไปหาหนังสือการลงทุนมาอ่าน บทความ สมัยใหม่หน่อย ก็หาเอาใน google, facebook หรือ blog ต่างๆ โลกนี้มันง่ายไปซะทุกอย่างตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ต อ่านมันให้หมด ประวัติคนประสบความสำเร็จ แนวคิดของเขา เทคนิคการลงทุนของคนนั้นของคนนี้ บลา บลา บลา....

6 เมษายน 2555

วีไอหนุ่ม 'ภาววิทย์ กลิ่นประทุม' โอกาส 'รวย' ของคนคิดต่าง

อนาคตที่ยังมาไม่ถึงคือความหวังอันแสนหวาน 'วีไอหนุ่ม' ฝากความมั่งคั่งทั้งหมดไว้ที่ 'ตลาดหุ้น' และหุ้น 'บิ๊กแคป' ที่เขาลงทุน โดยมีเป้าหมายว่าอีก 20 ปีข้างหน้า 'ข้าจะรวยมหาศาล'

ในหนังสือของเขา แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้าน "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม เชื่อว่าตลาดหุ้นจะเกิด Super Bull Market ขึ้นอีกครั้งดังเช่นปี 2536 นักลงทุนต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดหุ้นในยุค Asian Miracle หรือ "มหัศจรรย์อาเซียน" ในยุคต่อไปคนรวย (อาจ) จะจน "คนฉลาด" จะ "รวย" จะเกิด "New Rich" (เศรษฐีใหม่) ในตลาดหุ้น คนที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่องการลงทุนให้เริ่มศึกษาได้แล้ว เพราะวันนี้ตลาดหุ้นเราอยู่ในช่วงการก่อตัวของ "กระทิงยักษ์"

วีไอหนุ่มรายนี้จะเล่นเฉพาะ "หุ้นบิ๊กแคป" หรือ "หุ้นบลูชิพ" เท่านั้น ปัจจุบันเขามีหุ้นอยู่ในพอร์ตประมาณ 10 ตัว เช่น PTT, PTTEP, IRPC, BBL, KK และ ADVANC เป็นต้น เขาบอกว่าที่เลือกลงทุนหุ้นตัวใหญ่เพราะมัน "ไม่มีทางเจ๊ง" และมีโอกาสเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องผลตอบแทนเป็นไปตามกฎ High Risk High Return ถ้าคุณเสี่ยงมากก็จะได้ผลตอบแทนมาก แต่ผมเลือกที่จะรับความเสี่ยงแบบพอดี

4 เมษายน 2555

ที่สุดแห่งหนังสือการลงทุน "The Intelligent Investor"

หนังสือ "คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" (The Intelligent Investor) เขียนโดยเบนจามิน เกรแฮม(Benjamin Graham)ถือเป็นหนังสือคลาสสิกที่สุดเล่มหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

นักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (แนว VI ) ทุกคนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ (แม้มันจะหนาไปสักนิด ^^) และถือเป็นโชคดีของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าในเมืองไทยที่คุณพรชัย รัตนนนทชัยสุข แฟนพันธุ์แท้ วอรเรน บัฟเฟตต์ ผู้แปลหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาแล้วหลายต่อหลายเล่มได้ลิขสิทธิ์แปลหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกัน เพราะถ้าอ่านภาษาอังกฤษต้นฉบับสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย อาจต้องใช้เวลานานหรือเลิกล้มกลางคันเพราะภาษาที่ใช้ค่อนข้างเก่าและอ่านยากพอสมควร



ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ เบนจามิน เกรแฮม กันซักนิด.....
เกรแฮม คือปรมาจารย์การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เขาได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า” เกรแฮมเป็นผู้นำเสนอทฤษฏีใหม่ๆ ต่อแวดวงการลงทุนโลก ในยุคที่ทุกคนต่างมองหุ้นเป็นการเก็งกำไร นอกจากนี้ ตัวเขายังเป็นที่ปรึกษาและอาจารย์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคปัจจุบัน

31 มีนาคม 2555

"โยโย่" คนรุ่นใหม่กับอาชีพนักลงทุนเต็มตัว


จากดีกรีในการจัดการพอร์ตหุ้นที่ไม่ธรรมดาเพียงแค่ 6 ปีของการเข้าวงการ “สันติ สิงห์วังชา” สามารถสร้างผลตอบแทนได้แล้วกว่า 27 เท่าตัว ด้วยแนวคิดที่เรียบง่าย ลุ่มลึก สุขุมใจเย็น จนได้รับรางวัลผู้ถือหุ้นคุณภาพมาแล้ว เชิญพบกับทายาทสังกัดมวยชื่อดังผู้ได้รับชัยชนะบนสังเวียนหุ้นของ “สันติ สิงห์วังชา”

"ระหว่างเรียนปริญญาโท จริงๆ ผมตั้งใจว่าหลังเรียนจบก็จะหางานประจำทำตามปกติ แต่ก็ตั้งใจไว้เช่นกันว่า ถ้าพอร์ตหุ้นที่เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 21 เติบโตจนเงินปันผลสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ก็จะพิจารณาเป็นนักลงทุนเต็มตัว.....และพอดีว่าตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโทอยู่ พอร์ตก็ผม มันก็โตเกินเป้าหมายที่วางไว้แล้ว คือ ประมาณ 20 ล้าน!!!!! "

ทำให้วันนั้นถึงวันนี้ โยโย่ ในวัย 30 ก็ยังไม่ได้ไปทำงานประจำอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกเลย!!!!!

สำหรับหลักคิดเกี่ยวกับการลงทุนของโยโย่ ได้เปิดเผยให้นักลงทุนไว้อย่างน่าสนใจ


30 มีนาคม 2555

"ชิณณ์" ผู้ชนะหุ้นสิบทิศ กับเทคนิคการลงทุนที่ไม่ธรรมดา

วันนี้พาทุกคนมารู้จักกับเซียนหุ้น ฉายา ผู้ชนะหุ้นสิบทิศ "ชิณณ์ กิตติภานุวัฒน์" กับเทคนิคการลงทุนที่ไม่ธรรมดา......

จากเด็กที่ครอบครัวประสบปัญหาล้มละลาย ไม่มีแม้กระทั่งไม้บรรทัดไปโรงเรียน ครอบครัวต้องย้ายบ้านไปเรื่อยๆ เพื่อหนีเจ้าหนี้ ทำให้เขาตั้งใจว่าสักวันจะต้องร่ำรวยให้ได้ เพราะเจ็บแค้นกับชีวิตที่รันทดในวัยเด็ก

วันนี้ ชิณณ์ ผันตัวจากมาร์เก็ตติ้งหุ้น มาสู่นักลงทุนหุ้นอิสระในวัยเพียง 30 ต้นๆ กับพอร์ตหุ้นหลัก 100 ล้าน

ชิณณ์เริ่มลงทุนตอนเรียนอยู่ปีสาม โดยเขาซื้อหุ้นตัวแรก ก็โชคร้ายเจอเหตุการณ์ 9/11 แต่ช่วงแรกลงทุนโดยใช้เงินเก็บที่มีอยู่เล็กน้อย จึงเสียหายไม่มาก หลังจากนั้นเขาตื้อ ขอเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวจำนวน 5 แสนบาทมาใช้ลงทุน เขาตื้ออยู่นานจนพ่อใจอ่อนให้เขายืม สุดท้ายเขาขาดทุนไป 3 แสน!!!!!

ระหว่างนั้นเขาต้องพยายามปิดบังพ่อเพราะกลัวพ่อรับไม่ไหว ชิณณ์ ใช้เวลา 1 ปี ทำให้พอร์ตกลับมาเป็น 5 แสน เขารีบนำเงินไปคืนพ่อทันที และตัดสินใจว่า เขาจะไม่ใช้เงินของครอบครัวเล่นหุ้นอีกแล้ว !!!!!!

29 มีนาคม 2555

Review หนังสือ "How Buffett Does It ตามรอยวอเร็น บัฟเฟตต์"


คุณรู้หรือไม่ ????

ถ้าคุณลงทุนด้วยเงิน 30,000 บาท ในบริษัทเบิร์กไชร์ฮาธาเวย์ ของวอรเรน บัฟเฟตต์ ในปี 1965 คุณจะมีเงิน 150 ล้านบาทในปัจจุบัน !!!!!!

หนังสือ "How Buffett Does It ตามรอยวอเร็น บัฟเฟตต์" โดย James Pardoe แปลโดยเอกสิทธิ์ หัสสรังสี เล่มนี้ เป็นหนังสือที่สรุปเคล็ดลับง่ายๆ 24 ข้อจากสุดยอดนักลงทุนระดับโลก ผู้ซึ่งสร้างฐานะกลายมาเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับสามของโลกในปัจจุบัน จากการเป็นนักลงทุนเพียงอย่างเดียว และนี่คือบทสรุปเครล็ดลับการลงทุนที่คุณควรลอกจากเซียนหุ้นรายนี้........

1. เลือกความเรียบง่าย มากกว่าความซับซ้อน
บัฟเฟตต์ แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน” จำไว้ว่าความยากไม่มีในการลงทุน มองหาบริษัทที่มีประวัติยาวนานและสามารถคาดเดาอนาคตของธุรกิจได้

ถ้าคุณไม่เข้าใจธุรกิจ อย่าซื้อหุ้น

28 มีนาคม 2555

อยากรวยหุ้นต้องลงทุนแบบผู้หญิง

ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะมองว่าผู้หญิงเป็นเพศอ่อนแอ ละเอียดหยุมหยิมเกินไป และไม่เหมาะกับการทำงานใหญ่ที่ต้องอาศัยความเด็ดขาดในการตัดสินใจ แต่สำหรับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่สัญชาติอเมริกัน วัย 80 ปี ซึ่งร่ำรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้น จนอู้ฟู่กลายเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจเบิร์คเชียร์ ฮาธาเวย์ และขึ้นหิ้งเป็นอภิมหาเศรษฐีท็อปทรีของโลก มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขากล้าฟันธงเลยว่า ถ้าอยากจะรวยหุ้น ก็ต้องลงทุนในสไตล์หยุมหยิมแบบผู้หญิง!!

อภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลกเริ่มทำกำไรจากการลงทุนตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ โดยเขาเจียดเงินค่าขนม 25 เซนต์ นำไปซื้อโค้ก 6 แพ็ก แล้วนำมาขายในราคากระป๋องละหนึ่งเหรียญ ได้กำไรกับกิจการแรกเหนาะๆ 20% เขารักการลงทุนและการออมเงินมาแต่เล็กแต่น้อย โดยรับจ๊อบทุกอย่างเพื่อหารายได้พิเศษตั้งแต่ชั้นประถม ทำหมดโดยไม่เคยเกี่ยงงาน ไม่ว่าจะเป็นทำงานร้านขายของชำของปู่, เดินเคาะประตูบ้านขายหมากฝรั่ง, นิตยสารรายสัปดาห์ และโค้ก (เครื่องดื่มโปรดที่ทำกำไรมหาศาลให้เซียนหุ้นอย่างเขาในภายหลัง) เมื่อเข้าเรียนไฮสกูล นักลงทุนรุ่นเยาว์ก็หันไปขี่จักรยานส่งหนังสือพิมพ์ รวมทั้งขายลูกกอล์ฟ, แสตมป์ และอุปกรณ์ทำความสะอาดรถยนต์ เขายังได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เมื่อชักชวนเพื่อนซี้ร่วมลงขันซื้อเครื่องเล่นพินบอลมือสอง ราคา 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ นำไปวางในร้านตัดผม และภายในเวลาไม่กี่เดือน เถ้าแก่น้อยคู่นี้ก็ขยายกิจการไปทั่วเมือง

27 มีนาคม 2555

เส้นทางนักเล่นหุ้น วัยรุ่นเงินล้าน ยุ้ย พรพิมล

สาวน้อยเล่นหุ้น ยุ้ย-พรพิมล รัตนประไพ นักเก็งกำไรมืออาชีพซึ่งมียอดตัวเลขรายได้จากการเล่นหุ้นถึง 7 หลักต่อเดือน และมีดีกรีเป็นถึงระดับอาจารย์ในวัยเพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น เงินล้านจึงหาได้ไม่ยากนักสำหรับเธอที่ทุ่มเทตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เธอรู้แล้วว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนจากประสบการณ์ที่ได้ในตลาดหุ้น

เส้นทางนักเล่นหุ้นเริ่มต้นตั้งแต่เธออายุ 23 ปี หลังจากเรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และได้ทำงานอยู่ที่สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เธอเป็นพนักงานแบงก์ได้ประมาณ 8 เดือน จึงลาออกมาเทรดหุ้น และตอนนี้ก็ยังเทรดหุ้นเรื่อยมา โดยไม่ได้ทำงานประจำอีกเลย...

คิดแบบคนรวย

“คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” คำกล่าวนี้ฝังอยู่ในหัวของนักเล่นหุ้น และเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนมืออาชีพสร้างเส้นทางรวยด้วยวิธีคิดนี้ เช่นเดียวกับสาวนักเล่นหุ้นที่ค้นหาความฝันบนถนนสายนี้เช่นกัน

24 มีนาคม 2555

สมการความรวย..สง่า ตั้งจันสิริ เซียนหุ้นวัย 34

จากเงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน ชายหนุ่มวัย34 'โนเนม' แต่ไม่ 'โนวิชั่น' สง่า ตั้งจันสิริ ...

แท้ที่จริงตระกูลตั้งจันสิริ ไม่ใช่โนบอดี้ในวงการธุรกิจ ทายาทหนุ่มวัย 34 ปี อาสาพาไปรู้จักเคล็ดลับความสำเร็จของตัวเอง ที่วันนี้มีพอร์ตเล่นหุ้นเป็นตัวเป็นตนแล้ว 50 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทกับระยะเวลาเพียง 4 ปี หนุ่มคนนี้ถือว่าฝีมือ "ไม่ธรรมดา"

สง่า ตั้งจันสิริ มีพื้นฐานครอบครัวอยู่ในระดับเศรษฐีของเมืองไทย บางคนอาจจะคุ้นๆกับนามสกุล "ตั้งจันสิริ" กับ "จันศิริ" ใน บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ ทียูเอฟ ใช่เลย! เขาเป็นหลานชาย ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งทียูเอฟ บริษัทผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ระดับโลก และมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง ธีรพงศ์ จันศิริ ซีอีโอทียูเอฟ ปัจจุบันสง่านั่งแท่นบริหารบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัว และรักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ

22 มีนาคม 2555

ปรัชญาเซียนหุ้นพันล้าน

ปรัชญาเซียนหุ้นพันล้าน

เปรย
: จงอย่ารักหุ้น อย่าทะนุถนอมหุ้น หรือกอดหุ้นไว้โดยที่ไร้ผลตอบแทน และสร้างความเจ็บปวด ควรคิดเสมอว่า หากเมื่อใดหุ้นที่ซื้อไว้หรือมีไว้ เมื่อหุ้นตัวนั้นไม่ได้สร้างให้สินทรัพย์เพิ่มพูน มีแต่วันจะถดถอย เราควรตัดสินใจสละขายทิ้ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะต้องล่มจม

1. จงให้ความสำคัญอย่างมากๆ สำหรับการซื้อหรือขายหุ้นแต่ละครั้ง ดังที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ดังนั้น การพิถีพิถันต่อการลงทุนไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝั่งขายทุกครั้งก่อนตัดสินใจที่จะเข้าออก ควรต้องศึกษาในตัวหุ้นให้เข้าถึงอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นมาเป็นไป นั่นเท่ากับว่าเราให้ความสำคัญกับเม็ดเงินที่ลงทุนหรือลงทุนไปแล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

20 มีนาคม 2555

'ฉาย บุนนาค' เซียนหุ้น 'รุ่นจูเนียร์' กับพอร์ตหุ้น 200 ล้านบาท

'ฉาย บุนนาค' เซียนหุ้น 'รุ่นจูเนียร์' กับพอร์ตหุ้น 200 ล้านบาท ศิษย์เอก 'เสี่ยป๋อง' วัชระ แก้วสว่าง

เปิดตัวนักศึกษาปริญญาโทศศินทร์ วัย 27 ปี กับพอร์ตการลงทุนที่ไม่ธรรมดา ไต่จาก "หลักแสน" กระโดดมาเป็น 200 ล้านบาท ภายในไม่กี่ปี เทรดหุ้นเฉลี่ยเดือนละหลัก "พันล้านบาท"...เส้นทางโลดแล่นในยุทธจักรตลาดทุนของ "ฉาย บุนนาค" ศิษย์เอก "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง เขาคือเซียนหุ้น "รุ่นใหม่"

ชื่อของ "ฉาย บุนนาค" เริ่มฉายแววจาก "นักลงทุนโนเนม" สู่ "แบรนด์เนม" และเข้ามาอยู่ใน "จอเรดาร์" พาสปอร์ตสู่ความสำเร็จของฉาย ทำให้เกิดประเด็นข้อสงสัยไม่น้อยว่า หนุ่มน้อยรายนี้เป็น "นอมินี" ให้กับใครหรือไม่ เหตุใด! จึงรู้จังหวะเข้าเร็ว-ออกเร็ว ใน "หุ้นบางตัว" ราวกับมีพรายกระซิบ

16 มีนาคม 2555

"Jim Simons" เจ้าของเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จิม ไซมอนส์ คือเจ้าของ Renaisance Technologies เฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน (เฉพาะ Equity) (สินทรัพย์ $35 billions)

กองทุน Medallion ที่ ไซมอนส์บริหารเป็นเฮ็ดจ์ฟันด์จำพวก Quantitative กล่าวคือ อาศัยโมเดลทางคณิตศาสตร์ในการเทรดล้วนๆ แทนที่จะอาศัยการวิเคราะห์ข่าวหรือปัจจัยพื้นฐาน ทุกอย่างจะถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งพยายามค้นหาช่องว่างในการทำกำไรจากหลักทรัพย์อะไรก็ได้ที่หาได้จากทุก ตลาดที่มี correlation ที่ต่างกัน โดยโมเดลและธุรกรรมทั้งหมดจะถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด เพื่อป้องกันมิให้มีคนเลียนแบบ (ซึ่งจะทำให้โอกาสในการทำกำไรหายไป)

15 มีนาคม 2555

สูตรลงทุน...วิกรม เกษมวุฒิ 37 ปี รวยหุ้น 'ปูนใหญ่' 250 เท่า


ประสบการณ์จริง "วิกรม เกษมวุฒิ" กับการลงทุน “หุ้นปูนใหญ่” เป็นเวลา 37 ปีเพียงตัวเดียวกำไร 250 เท่า บวกเงินปันผลที่ได้รับอีก 4,800% จากเงินเริ่มต้นลงทุนเพียง 100 หุ้น หรือ 16,700 บาท ..

เขาเป็นกรณีตัวอย่างให้กับนักลงทุนที่บอกว่าเงินน้อย ลงทุนไม่ได้ และเป็นกรณีศึกษาให้กับคนที่คิดว่าต้องซื้อขายบ่อยๆถึงจะได้กำไร และเป็นอีกบทสรุปว่าคุณต้องหาหุ้นในดวงใจให้เจอ.....

ประวัติการลงทุนของ "วิกรม เกษมวุฒิ" เจ้าตำรับนักลงทุนที่ใช้สถิติเป็นแนวทางลงทุนในหุ้น เริ่มขึ้นครั้งแรกพร้อมกับตลาดหุ้นที่จัดตั้งขึ้นในปี 2518 โดยหุ้นที่ซื้อตัวเดียวคือ หุ้นปูนใหญ่ (SCC) หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำนวน 100 หุ้นในราคาหุ้นละ 167 บาท ด้วยทุน 16,700 บาท มาถึงวันนี้กินเวลา 37 ปีเต็ม...

ผลจากการ "แตกพาร์" ของหุ้นปูนใหญ่สองครั้ง ทำให้หุ้นเดิมที่มีอยู่ 100 หุ้นที่ราคาพาร์ 100 บาท กลายเป็น 1,000 หุ้นเมื่อลดพาร์เป็น 10 บาท และเพิ่มเป็น 10,000 หุ้นในราคาพาร์ 1 บาทในวันนี้

14 มีนาคม 2555

John D.Arnold หนุ่มมหาเศรษฐี ด้วยการเป็น Gas Trader

John D.Arnold หนุ่มมหาเศรษฐี วัย 33 ปี เจ้าของกองทุน Centaurus เฮ็ดจ์ฟันด์ที่ลงทุนในตลาดก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะ ปีที่แล้ว เขาถูกจัดอันดับให้เป็น Hedge Fund Manager ที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก Jim Simons และ John Paulson

Arnold จบจาก Vanderbilt University และเริ่มต้นทำงานเป็น Gas Trader ที่ Enron เขาสามารถทำกำไรให้ Enronได้ $750 millions ในปีเดียว และได้รับโบนัสเป็นเงินถึง $8 millions เมื่อ Enron ล้มละลาย เขาไม่อยู่ในข่ายที่ถูกตั้งข้อหาใดๆ เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของบริษัท

13 มีนาคม 2555

ผ่ากลยุทธ์ 'สู้หุ้น' แบบ 'สุมาอี้'

'สุมาอี้' ไม่ใช่แค่ตัวละครเอกในอมตะวรรณกรรม 'สามก๊ก' แต่ 'สุมาอี้' ในที่นี้หมายถึงนามแฝง นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ คอลัมน์นิสต์ชื่อดังและนักเล่นหุ้นผู้ใช้ปัญญา

นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ เป็นคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นนักเขียนที่มีผลงานมาแล้วหลายเล่ม อาทิ ตลาดหุ้น The Survival Kit, วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง, มนุษย์เศรษฐกิจ 3.0, เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกมส์ เป็นต้น ในขณะที่ชื่อ "สุมาอี้" โด่งดังในหมู่ Value Investor โดดเด่นที่หลักการวิเคราะห์หุ้น โดยมองที่ "มูลค่ากิจการในอนาคต" ตามกระแสหลัก (เมกะเทรนด์) ที่กำลังเติบโต

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดพูดคุยอัพเดตแนวคิดการลงทุนและอนาคตตลาดหุ้นที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในบรรยากาศสบายๆ ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยที่กำลังผันผวนอย่างหนัก

12 มีนาคม 2555

"วอเรน บัฟเฟต" นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก


ในหัวข้อตามรอยเซียนหุ้น คงจะแปลกไม่น้อยถ้าจะไม่มีบุคคลซึ่งถือเป็นต้นแบบของนักลงทุนทั่วโลกผู้นี้ "วอเรน บัฟเฟต" นักลงทุนในหุ้นเน้นคุณค่าหมายเลขหนึ่งของโลก เขาเป็นต้นแบบให้เซียนหุ้นทั้งในเมืองไทยอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิราวรากร และเซียนหุ้นคุณค่าอีกหลายต่อหลายท่านทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบัน นักลงทุนเกือบทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้จักเขา.....แม้ตัว วอเรนเอง จะไม่เคยเขียนหนังสือเผยแพร่แนวคิดด้านการลงทุน แต่กลับมีหนังสือมากมายที่ตีแผ่เรื่องราว ทั้งชีวิตส่วนตัว และแนวทางการลงทุนของเขาออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจเป็นเพราะ วอเรน ได้ติดทำเนียบมหาเศรษฐีท็อป 10 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเคยขึ้นอันดับหนึ่งในปี 2552 แซงเจ้าพ่อไอทีอย่างบิล เกตต์ เรื่องราวและหลักการลงทุนของเขาจึงเป็นเรื่องราวที่ชวนติดตามและน่าศึกษาอย่างยิ่ง

วอเรน บัฟเฟตซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุได้สิบเอ็ดขวบ (ภายหลังเขาให้สัมภาษณ์ว่าเขาเริ่มลงทุนในหุ้นช้าไป) หุ้นที่เขาซื้อ ราคาร่วงลง ทำให้เขาวิตกกังวลมาก เมื่อราคาหุ้นเด้งกลับมาจนมีกำไร เขาจึงขายหุ้นนั้นด้วยความโล่งอก แต่หลังจากนั้น หุ้นดังกล่าวก็ทะยานขึ้นอย่างมากมาย ประสบการณ์ครั้งแรกนั้นทำให้วอเรนจดจำข้อเสียของการขายหุ้นเร็วเกินไป!!!!!

11 มีนาคม 2555

เจสซี่ ลิเวอมอร์ ผู้เป็นตำนานนักเก็งกำไรของโลก


เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ หรือที่คนชอบเรียกเขาว่า J.L.เกิดในครอบครัวชาวไร่ที่ยากจน เขาทะเลาะกับพ่อจนต้องหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุได้ 15 ปี เขาเริ่มงานแรกและน่าจะเรียกว่าเป็นงานเดียวในชีวิตก็คือ เป็นเด็ก “เคาะกระดานหุ้น” หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เริ่ม “เล่นหุ้น” แต่เนื่องจากมีเงินน้อย เขาจึงเริ่มเล่นตาม “ห้องค้าเถื่อน”ที่รับ “แทงหุ้น”โดยอิงกับราคาหุ้นบนกระดาน โดยการเก็งกำไรครั้งแรกร่วมกับเพื่อนของเขา เขาสามารถทำกำไรได้ถึง $3.12ต่อหุ้น หลังจากนั้นไม่นานเขามีกำไรสะสมถึง $1,000

J.L.เก็งกำไรเก่งมากและทำกำไรจนทำให้ห้องค้าเถื่อนเกือบทุกแห่ง“แบล็กลิสต์”ไม่ให้เขาเข้าเล่นในห้องค้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ตลาดหุ้นและเริ่มชีวิตของนักเก็งกำไรเต็มตัว


J.L.ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นนักเทรดหุ้น เขาไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่สับสน วิธีการของเขาคือการมองมหภาคบวกกับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย) J.L. สามารถจดจำราคาหุ้นที่เขาซื้อในอดีตได้อย่างแม่นยำมาก นอกจากนี้ J.L. เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น