12 มีนาคม 2555

"วอเรน บัฟเฟต" นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก


ในหัวข้อตามรอยเซียนหุ้น คงจะแปลกไม่น้อยถ้าจะไม่มีบุคคลซึ่งถือเป็นต้นแบบของนักลงทุนทั่วโลกผู้นี้ "วอเรน บัฟเฟต" นักลงทุนในหุ้นเน้นคุณค่าหมายเลขหนึ่งของโลก เขาเป็นต้นแบบให้เซียนหุ้นทั้งในเมืองไทยอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิราวรากร และเซียนหุ้นคุณค่าอีกหลายต่อหลายท่านทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบัน นักลงทุนเกือบทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้จักเขา.....แม้ตัว วอเรนเอง จะไม่เคยเขียนหนังสือเผยแพร่แนวคิดด้านการลงทุน แต่กลับมีหนังสือมากมายที่ตีแผ่เรื่องราว ทั้งชีวิตส่วนตัว และแนวทางการลงทุนของเขาออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยอาจเป็นเพราะ วอเรน ได้ติดทำเนียบมหาเศรษฐีท็อป 10 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเคยขึ้นอันดับหนึ่งในปี 2552 แซงเจ้าพ่อไอทีอย่างบิล เกตต์ เรื่องราวและหลักการลงทุนของเขาจึงเป็นเรื่องราวที่ชวนติดตามและน่าศึกษาอย่างยิ่ง

วอเรน บัฟเฟตซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุได้สิบเอ็ดขวบ (ภายหลังเขาให้สัมภาษณ์ว่าเขาเริ่มลงทุนในหุ้นช้าไป) หุ้นที่เขาซื้อ ราคาร่วงลง ทำให้เขาวิตกกังวลมาก เมื่อราคาหุ้นเด้งกลับมาจนมีกำไร เขาจึงขายหุ้นนั้นด้วยความโล่งอก แต่หลังจากนั้น หุ้นดังกล่าวก็ทะยานขึ้นอย่างมากมาย ประสบการณ์ครั้งแรกนั้นทำให้วอเรนจดจำข้อเสียของการขายหุ้นเร็วเกินไป!!!!!

11 มีนาคม 2555

เจสซี่ ลิเวอมอร์ ผู้เป็นตำนานนักเก็งกำไรของโลก


เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ หรือที่คนชอบเรียกเขาว่า J.L.เกิดในครอบครัวชาวไร่ที่ยากจน เขาทะเลาะกับพ่อจนต้องหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุได้ 15 ปี เขาเริ่มงานแรกและน่าจะเรียกว่าเป็นงานเดียวในชีวิตก็คือ เป็นเด็ก “เคาะกระดานหุ้น” หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เริ่ม “เล่นหุ้น” แต่เนื่องจากมีเงินน้อย เขาจึงเริ่มเล่นตาม “ห้องค้าเถื่อน”ที่รับ “แทงหุ้น”โดยอิงกับราคาหุ้นบนกระดาน โดยการเก็งกำไรครั้งแรกร่วมกับเพื่อนของเขา เขาสามารถทำกำไรได้ถึง $3.12ต่อหุ้น หลังจากนั้นไม่นานเขามีกำไรสะสมถึง $1,000

J.L.เก็งกำไรเก่งมากและทำกำไรจนทำให้ห้องค้าเถื่อนเกือบทุกแห่ง“แบล็กลิสต์”ไม่ให้เขาเข้าเล่นในห้องค้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ตลาดหุ้นและเริ่มชีวิตของนักเก็งกำไรเต็มตัว


J.L.ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นนักเทรดหุ้น เขาไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่สับสน วิธีการของเขาคือการมองมหภาคบวกกับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย) J.L. สามารถจดจำราคาหุ้นที่เขาซื้อในอดีตได้อย่างแม่นยำมาก นอกจากนี้ J.L. เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น

9 มีนาคม 2555

ทฤษฎีสะท้อนกลับ ของ จอร์ส โซรอส ราชาแห่งการเก็งกำไร

วันนี้ขอนำเสนอบทความหนักๆ ให้ผู้อ่านสักนิด......หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่" ของคุณพิชัย จาวลา ทำให้นึกถึงทฤษฎี Theory of Reflexivity ของจอร์ส โซรอส เจ้าของฉายาบุรุษผู้ปล้นแบงค์ชาติอังกฤษ (รวมถึงแบงค์ชาติของเรา ^^ ) ที่มีความเหมือนกันมาก จริงๆอาจกล่าวได้ว่า การอธิบายดููเหมือนจะแตกต่างกันในกลวิธี แต่ด้วยประเด็นสำคัญแล้วเป็นสิ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

สำหรับ Theory of Reflexivity หรือ ทฤษฎีสะท้อนกลับ นั้น โซรอสได้พยายามนำเสนอผ่านหนังสือที่เขาเขียนขึ้นหลายต่อหลายเล่ม แต่ก็ดูเหมือน โซรอสจะมีปัญหาในการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในหลักการของเขา เพราะคนทั่วไปที่อ่านแนวคิดของเขามักจะสับสน หรือเข้าใจแบบงงๆ ทำให้มีคนมากมายพยายามตีความ และอธิบายหลักการนี้ต่อจากจอร์สอีกที ซึ่งแน่นอนว่าคุณพิชัยก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น

โดยทฤษฎีดังกล่าว โซรอสอธิบายว่า ความจริง(objective)และความเห็น(subjective)ต่างส่งผลถึงกันแบบสะท้อนเพราะถูกกระทบด้วย “แรง” ที่โซรอสเรียกว่า feedback ทำให้ ตลาด“มุ่งออก”จากสมดุลตลอดเวลา

8 มีนาคม 2555

ถอดหลักลงทุน 'เซียนหุ้นร้อยล้าน' 'กิติชัย เตชะงามเลิศ'


กิติชัย เตชะงามเลิศ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ชีวิตวัยเด็กเป็นยิ่งกว่านิยาย หลังพ่อแม่เสียชีวิตในเปลวเพลิงพร้อมโรงงานเสื้อยืด ขณะกิติชัยมีอายุ 12 ปี เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันขณะเรียนชั้น ม.1โรงเรียนเทพศิรินทร์ สามพี่น้องในวัยเยาว์ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดตามลำพังในธุรกิจค้าส่งเสื้อผ้า โดยไม่มี "เสาหลัก" ของครอบครัว

กิติชัยเรียนกวดวิชาตอนกลางคืนแล้วมาสอบเทียบ ม.ปลาย เอนทรานซ์ติดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ คะแนนอันดับ 1ของคณะเทียบเท่าคณะแพทย์ เรียนจุฬาฯได้เทอมเดียวต้องลาออกมาช่วยพี่ชายค้าขาย จึงไปลงเรียนที่รามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ เรียนจบภายใน 3 ปีครึ่งแถมได้ทุนเรียนฟรี 2 เทอมเพราะเรียนดี

ด้วยความที่เป็นคนหัวดีหลังจากจบปริญญาตรีที่รามฯ สอบติด MBA มหาวิทยาลัย "เกรดเอ" พร้อมกัน 3 แห่งที่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และนิด้า แต่สอบตกสัมภาษณ์ที่ธรรมศาสตร์ จึงตัดสินใจเรียน MBA พร้อมกันที่จุฬาฯ และนิด้า แต่เรียนไปได้แค่เทอมเดียวสู้การเดินทางไม่ไหวจึงเลือกเรียน MBAที่จุฬาฯ เพียงแห่งเดียวจนจบการศึกษา

6 มีนาคม 2555

Review หนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่"


วันนี้เป็นอีกวันที่นึกคลึ้มอยากเขียน review หนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่เพิ่งไปถอยมาสดๆร้อนๆ (ตอนนี้ ซื้อทุกเล่มไม่ไหวแล้ว ออกกันมายังกะดอกเห็ด หรือจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า ดัชนีชี้วัดความแพงของหุ้นก็คือจำนวนหนังสือหุ้นที่ออกใหม่@#$%!^&*)กลับมาเข้าเรื่องหนังสือของเราดีกว่า เดี๊ยวจะไปไกล - -''

หนังสือ "รวยหุ้นล้นฟ้า ด้วยระบบคิดใหม่"เขียนโดยคุณพิชัย จาวลา เป็นนักลงทุน นักธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริงหรือที่เขาเรียก "ระบบผลประโยชน์"

ในหนังสือเล่มนี้ ถือเป็นหนังสือที่ฉีกแนวออกไปจากหนังสือหุ้นที่วางขายอยู่พอสมควร เพราะพิชัยได้พยายามชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึงความจริงอันลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งเขากล่าวว่าหากคุณเข้าใจความลับข้อนี้ก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างแน่นอน (อ่านมาถึงตรงนี้ เริ่มสับสนว่า นี่เรากำลังอ่านหนังสือหุ้น หรือ หนังสือจิตวิทยาชื่อดัง "the secret" กันแน่....)

แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เริ่มเข้าใจประเด็นที่พิชัย ต้องการจะนำเสนอ เขาบอกว่าในตลาดหุ้น แท้จริงแล้วคนที่ได้กำไรจริงๆ มีเพียงกลุ่มคน 3%(เงาที่มองไม่เห็นอย่างพวก hedge fund หรือพวกสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น) เท่านั้น อีก 95% แน่นอนขาดทุน เพราะไม่งั้นคนรวยคงเต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว!!! สาเหตุเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มักพยายามอธิบายตลาดหุ้นด้วยเหตุและผล หุ้นขึ้นเพราะ.....หุ้นลงเพราะ...... ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลอย่างเฉพาะหน้า แม้ว่าระยะหลังนักลงทุนทั่วไปจะเริ่มปรับตัวที่จากเดิมเป็นแมงเม่าคือ ซื้อเมื่อข่าวดีออก และขายเมื่อมีข่าวร้าย ซึ่งแมงเม่าที่ทำแบบนี้แน่นอน ตายเรียบ!!!! จนในที่สุดแมงเม่าเริ่มพัฒนาเป็น ซื้อหุ้นเก็บเมื่อมีข่าวร้ายและขายเมื่อมีการประโคมข่าวดีเป็นวงกว้าง ซึ่งก็ดูเหมือนจะใช้ได้ผลดีกว่า แต่พิชัยบอกว่า นี่ก็ยังไม่ใช่คำตอบ???????

'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทคนิคคัลที่ 'เซียน' เรียก 'อาจารย์'


เปิดตัวเซียนเหนือเซียน 'โฉลก สัมพันธารักษ์' นักเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ รายแรกๆ ของเมืองไทย ผู้สร้างความมั่งคั่งด้วย 'เทคนิคัล' ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง


ไม่เคยเปิดตัวออกหน้าสื่อหรือโฆษณาครึกโครม แต่เว็บไซต์โฉลกดอทคอม (Chaloke.com) ก่อตั้งโดยกลุ่มลูกศิษย์ โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือ ลุงโฉลก ได้ถูกนำไปบอกต่อกันบนโลกออนไลน์แบบเงียบๆ ถึงหลักสูตรการลงทุนที่เข้มข้นและยาวนานต่อเนื่องกว่า 8 เดือนต่อหนึ่งคอร์ส ที่แม้แต่บรรดาโบรกเกอร์บางแห่งต้องส่ง "เจ้าหน้าที่การตลาด" มาฝากตัวเป็น "ศิษย์" กับท่านอาจารย์



ว่ากันว่ามีผู้จบหลักสูตรจากที่นี้แล้วนับหมื่นราย รวมถึง "หยง" ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ เซียนเทรดคอมมอดิตี้ ฟิวเจอร์ ซึ่งบ่มเพาะวิชาเทคนิคและการวิเคราะห์จิตวิทยามวลชนมาจากลุงโฉลก จนพัฒนาตัวเองไปสู่วิทยากรสอนด้านการใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่กำลังมาแรงในตอนนี้


3 มีนาคม 2555

เปิดมุมมองเซียนหุ้นพันล้านกับ "เสี่ยปู่"


ชายวัยกลางคนผู้นี้ มาดสุขุมลุ่มลึก พูดจาด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างดี

ถ้าเอ่ยชื่อ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล ก็คงจะไม่มีใครรู้จัก แต่หากบอกว่าเขานี่แหละ"เสี่ยปู่" นักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ที่หลายคนมีมุมมองว่าเขาคือ หนึ่งในมาร์เก็ตเมกเกอร์รายสำคัญในหุ้นบางตัวของตลาดฯ

ย้อนหลังไป 5 -6 ปี ก่อนที่เขาจะเข้ามาสู่ตลาดหุ้นครั้งแรกในปี2530 เดิมทีเป็นข้าราชการกินเงินเดือน อยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯในตำแหน่ง ด้านการวางแผนและนโยบาย "ช่วงที่ทำงานราชการผมก็ยังไม่ได้เล่นหุ้น"

หลังจากนั้นก็เริ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเริ่มลงทุนอย่างเต็มตัว หลังจากที่ลาออกจากการเป็นข้าราชการ ในช่วงแรกเริ่ม มีเงินลงทุนอยู่ไม่เกิน 5 แสนบาท เข้ามาตลาดหุ้นในปี 2530 ซึ่งตรงกับจังหวะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ BLACK MONDAY พอดี เมื่อเข้ามาตลาดช่วงนั้น เขาอาศัยการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรเป็นหลักจนแล้วจนรอด ก็ขาดทุนเหลือทุนเพียง 2 แสนบาท จากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ และมีกำไรมาตลอด

1 มีนาคม 2555

กูรูหุ้นพันล้าน "เสียยักษ์" วิชัย วชิรพงษ์


ตอนที่ 1.ทางของเสือ

"...เงินนี่มันแปลก เงิน 1 ล้านบาท คุณจะเพิ่มให้เป็น 2 ล้านบาท ช่วงนี้จะยากมาก แต่จาก 2 เพิ่มเป็น 4 เริ่มง่าย จาก 4 เพิ่มเป็น 8 ยิ่งง่ายกว่า...เรื่องนี้เรื่องจริง" การเดินทาง...ย่อมมีปลายทางฉันใด ชีวิตก็ย่อมมีจุดหมายฉันนั้น ตลอด 20 ปีของการเดินทาง บนเส้นทางที่เรียกว่า "ตลาดหลักทรัพย์" ที่เต็มไปด้วย "หลุมพราง" ของโอกาส ...กว่าจะก้าวมาเป็น "เซียนหุ้นพันล้าน" ชีวิตที่มาไกลเกินฝัน ระหว่างการเดินทางต้องผ่านพบอุปสรรคมานานัปการ "วิชัย วชิรพงศ์" หรือที่รู้จักกันในวงการว่า "เสี่ยยักษ์" รู้ดีว่าระยะทางพิสูจน์ม้า...กาลเวลาพิสูจน์ฝีมือ (คน) ก็จริง แต่ "ม้าแก่" ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันโรยรา แม้จะเชื่อว่าอยู่ในสนามรบนี้ต้องอาศัย "ฝีมือ" 70% "โชคชะตา" อีก 30% แต่ใครบ้างจะรู้ว่า ฤดูใบไม้ผลิแห่งโชคชะตา จะผลิบานได้ตลอดไป"ถ้าคุณมี (เงิน) 2,000-3,000 ล้านบาท แล้วคุณจะเลิกมั้ย!" เสียงสะท้อนนี้ก้องขึ้นเรื่อยๆ ในความคิดของ "นายพราน" ที่มีสัญชาตญาณของนักล่ามาอย่างโชกโชน ด้วยเงินทุนเพียง 2 ล้านบาท วันนี้ "เสี่ยยักษ์" ประสบความสำเร็จในเส้นทางของ "เซียนหุ้นพันล้าน" ด้วยความภาคภูมิ เพื่อนๆรายใหญ่ต่างยกนิ้วให้ว่าเสี่ยยักษ์ผู้นี้นี่แหละ "เสือ" ในวงการหุ้นตัวจริง หนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นกันดี "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุลหรือแม้แต่ "หมอยง" ทพ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม ก็เติบโตมาในยุคไล่เลี่ยกัน ในห้องขนาดกะทัดรัด ณ ห้องวีไอพี บนชั้น 21 ของตึกอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ทำการโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ


"เล่นให้รวยต้องหาหุ้นในดวงใจให้เจอ" ที่จริงแล้ว "นายพราน" และ "ผู้ช่วย" กำลังแสวงหากำไรจากกฎ High Risk...High Return แสวงหาโอกาสจากความแปรปรวนของประสิทธิภาพตลาด แต่กระนั้นวิชัย วชิรพงศ์ก็ตระหนักว่าการตัดสินใจอะไรบ่อยๆย่อมพลาดท่าให้กับ "ความเสี่ยง" ไม่วันใดก็วันหนึ่ง "ผมอยากจะเลิกจริงๆนะ ไม่ใช่แบบว่าเราสร้างภาพจะเลิก เพราะคนเล่นหุ้นคนหนึ่งเล่นหุ้นมาจากเงินน้อยแล้วประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เคยมีหุ้นระดับ 2-3 พันล้านบาท อาจจะกู้เล่นส่วนหนึ่งเงินสดส่วนหนึ่ง เป็นคุณจะเลิกมั้ย ไม่เลิกก็เล่นน้อยลง เพราะที่ผ่านมาเป็นกำไรของเราทั้งหมดแล้ว" เสี่ยยักษ์ บอกเหตุผลที่อยากจะเลิกเล่นหุ้น "...มันไม่ใช่กำไรแค่ร้อยเท่า คุณมีเงิน "พันล้าน" โตมาจากเงิน "2 ล้าน" มันโตเป็นพันเท่านะ" แม้ฟืนท่อนเล็กๆยังก่อเป็นเพลิงกองโตได้ฉันใด วัวแม้จะตัวใหญ่ แต่ก็ทับเห็บตัวเล็กๆไม่ตาย เสี่ยยักษ์ให้กำลังใจ...อย่าคิดว่าคุณเสียเปรียบรายใหญ่ ทางรวยของคุณ "มี"


'ปิยะพันธ์ วงศ์ยะรา' เซียนหุ้น 'ไม่เต็มบาท'


เปิดแนวคิดกำไรหุ้น 5 เด้ง 'ปิยะพันธ์ วงศ์ยะรา' จากอดีตวิศวกรเดินสู่เส้นทางนักลงทุนผู้นิยมหุ้น 'ไม่เต็มบาท' ตั้งเป้าพอร์ตโต 10 เท่า ภายใน 5 ปี

ปิยะพันธ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะก้าวเข้ามาเป็นนักลงทุนที่ชอบซื้อหุ้น "ไม่เต็มบาท" เคยมีอาชีพเป็น "วิศวกร" ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทำงานอยู่กว่า 8 ปี พอประเทศไทยเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง งานประจำที่ทำอยู่เริ่มมีความไม่แน่นอนต้องถูกย้ายไซต์งานบ่อยครั้งขึ้น จนต้องเดินเข้าไปหาหัวหน้าขอปรับเปลี่ยนสายงานมาเป็นฝ่ายจัดซื้อแทน ทำให้เริ่มสนใจการลงทุนตั้งแต่ตอนนั้น

“ผมได้มาเรียนรู้เรื่องธุรกิจมากขึ้น เช่น การสั่งซื้อเหล็กล่วงหน้าเขาทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุน ทำไป 3-4 ปีก็เริ่มสนใจการลงทุน ทำงานไปแอบเล่นหุ้นไปบ้าง เริ่มต้นจากศึกษาด้วยตัวเองทุกอย่าง ตอนนั้น (ช่วงปี 2545) ตลาดหุ้นเพิ่งขึ้นมาตั้งแต่ 400-500 จุด คนเริ่มเข้ามาเล่นหุ้นกันเยอะมาก”

เข้ามาเล่นหุ้นใหม่ๆ ยอมรับว่านิยม "เล่นหุ้นร้อน" ชอบหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาตามข่าว แต่ตอนนั้นหุ้นขึ้นทุกวันได้กำไรทุกวันก็เริ่มมั่นใจแม้จะได้ไม่เยอะ ต่อมาเริ่มเห็นความจริงว่าบ่อยครั้งที่ "เจ้ามือ" (เจ้าของหุ้น) พยายามประโคมข่าวเพื่อ "ดันราคาหุ้น" แต่หลายครั้งก็ไม่เป็นตามนั้น (หุ้นไม่ขึ้น) หลังจากเคยได้กำไรทุกวันก็เริ่ม "ขาดทุน" และ "ขาดทุนมากขึ้น" ส่วนหนึ่งยอมรับว่า "เกิดความโลภ" ต้องการได้กำไรเยอะๆ ยิ่งอยากรวยเร็วก็ "ยิ่งเสีย"

29 กุมภาพันธ์ 2555

25 กฎเหล็ก ของ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch)


สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) บุคคลที่เป็นนักลงทุนต้นแบบอีกคนคือ ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch)

ลินซ์มีความคิดว่านักลงทุนรายย่อยสามารถที่จะวิเคราะห์หุ้นได้มีประสิทธิภาพกว่ามืออาชีพหลายๆ คน รวมทั้งสามารถเลือกที่จะซื้อหรือขายได้อย่างชาญฉลาดกว่า เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยมีอิสระในการตัดสินใจมากกว่า ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนต้องรับฟังความเห็นของคณะกรรมการการลงทุนของบริษัท

ลินซ์ ทำงานที่กองทุนรวมฟิเดลิตี้ (Fidelity) เป็นที่แรกและที่เดียว เริ่มงานในตำเหน่งนักวิเคราะห์ในปี 1969 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยในปี1974 และเข้ารับตำเหน่งผู้จัดการกองทุนแมคเจลแลน (Fidelity Magellan) ในปี 1977 ในขณะนั้นมูลค่าของกองทุนประมาณ 22 ล้านเหรียญ ในปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่เขาตัดสินใจเกษียณอายุงานเพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น มูลค่าของกองทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 14 พันล้านเหรียญ ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนคนใดทำได้อย่างเขามาก่อน ลินซ์รักษาชื่อเสียงในการเป็นผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ Fidelity Magellan Fund ระหว่างปี 1977 ถึง 1990

Review หนังสือ "รวยได้ด้วยหุ้น โดยเซียนหุ้นอัจริยะ"


วันนี้ขอหยิบหนังสือเพื่อการลงทุนในหุ้นที่เหมาะสมสำหรับคนรุ่นใหม่มา review ให้ผู้ที่กำลังจะหาหนังสือเล่นหุ้นมาอ่านเพื่อเกาะกระแสตลาดหุ้นฟีเวอร์ ที่เขียนโดย ฮง สถาพร งามเรืองพงศ์ ต้องขอย้ำว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เขียนจากประสบการณ์จริงของเซียนหุ้นรุ่นใหม่ที่มีอายุเพียง 26 ปี แต่สามารถประสบความสำเร็จจากเงินหลักแสนเป็นเงิน 8 หลักภายในเวลาไม่กี่ปี


ในหนังสือเล่มนี้ ฮง พยายามเขียนให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการลงทุนได้ง่ายๆ และสามารถนำไปใช้งานได้จริง โดยพยายามอธิบายถึงหลักการลงทุนที่ถูกต้อง และเน้นย้ำว่า "ตลาดหุ้นไม่ใช่แหล่งการพนัน" และ "การซื้อหุ้นก็คือการที่เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแห่งนั้น" ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวทางการลงทุนที่บ้านเราเรียกว่าการลงทุนหุ้นคุณค่า (หรือที่เรียกว่าสไตล์ VI) ที่มี ดร.นิเวศน์ เหมวชิราวรากร เป็นผู้ริเริ่มคนแรกๆของเมืองไทย แต่เทคนิคในการลงทุนของเขาจะแตกต่างจาก ดร.นิเวศน์ และ VI ท่านอื่นๆ ตรงที่ระยะเวลาในการถือครองที่เฉลี่ยจะถือประมาณ 6 เดือน - 1 ปี แต่ ดร.นิเวศน์จะถือไปเรื่อยๆ จนกว่าพื้นฐานของกิจการจะเปลี่ยนแปลงหรือราคาเกินมูลค่าไปมาก......

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น”


“ทำไมไม่ทำธุรกิจบ้าง” เพาพิลาส เหมวชิรวรากร เอ่ยถามสามี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


“ผมทำอยู่แล้ว” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยาสั้นๆ แต่ได้ใจความ



ตลอดเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าธุรกิจของ ดร.นิเวศน์เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างงดงาม เป็นที่อิจฉาของใครต่อใครหลายๆ คน และดร.นิเวศน์ไม่ได้เป็นเจ้าของแค่ธุรกิจเพียงแห่งเดียว และอาจจะพูดได้ว่าเป็นบุคคลที่มีธุรกิจหลาย 10 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจเป็นผู้นำทางธุรกิจชนิดคู่แข่งแทบจะวิ่งไม่ทัน



ขอยกตัวอย่างบริษัทของ ดร.นิเวศน์ มาให้อิจฉากัน เริ่มจาก บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF), บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY), บมจ.ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ (BAT-3K) บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.เสริมสุข (SSC) และ บมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)



นิยามแห่งความเป็นเจ้าของธุรกิจของ ดร.นิเวศน์ ไม่ใช่เป็นผู้ก่อตั้ง บุกเบิกแล้วค่อยก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา แต่ใช้ความเป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นแล้วก็ถือไปยาวๆ เพื่อรอรับเงินปันผลในแต่ละปี



“บริษัทของเราดีๆ ทั้งนั้น” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยา


28 กุมภาพันธ์ 2555

'ธำรงชัย เอกอมรวงศ์' "ป๋าหยง" ใช้ 'เทคนิคคัล' สู่อิสรภาพทางการเงิน


เปิดตัว 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ มือเทรดฟิวเจอร์สชั้น 'เซียน' เคยผ่านสังเวียนเทรดคอมมอดิตี้ในตลาด 'ชิคาโก้' หนุ่มวัย 31 ปี ผู้แสวงหาอิสรภาพทางการเงินด้วย 'เทคนิคัล'


กาแฟสักแก้ว กางเกงใน แล็ปท็อป และก็ Technical...แค่นี้ก็ทำเงินได้แล้ว!!! คำจำกัดความเก๋าๆ ของหนังสือ Freedom Trader ที่ 'หยง' ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ บรรจงถ่ายทอดร่วมกับ "แพท" ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในฐานะ "เทรดเดอร์ลึกลับ" เซียนเทคนิคัลฝีมือดี



หยงเป็นผู้เปิดโลก Commodity Trader ที่น้อยคนจะเข้าถึง เขายังเป็นวิทยากรสอนการลงทุนโดยใช้ปัจจัยทางเทคนิคประจำเว็บไซต์สต็อคทูมอร์โรว์ วิถีแห่งเซียนของหยงเคยล้มเหลวในการเข้า "เก็งกำไร" ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสหรัฐอเมริกา เขานำข้อผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนแล้วพัฒนารูปแบบการ "เทรด" ที่เฉพาะตัว มีเป้าหมายเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน


27 กุมภาพันธ์ 2555

เส้นทางสู่ร้อยล้าน.. ‘นพ.บำรุง ศรีงาน’


เปิดใจ ‘หมอสามัญชน’ ประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม จากเงินก้อนแรก 1.4 ลบ. ผ่านไป 9 ปี พอร์ตหุ้นทะยานแตะระดับ ‘ร้อยล้าน’ เขาทำได้ คุณก็ทำได้


ก็อยากรวยจากตลาดหุ้น แต่ใช่ว่าใครๆก็รวยได้ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าของ “ครอบครัวศรีงาน” เขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่ทำงานรับใช้คนไข้มาตลอด 7 ปี รวมกับเงินกู้สหกรณ์อีกก้อนหนึ่ง เริ่มเพาะต้นกล้าการลงทุนตามแนวทางแวลูอินเวสเตอร์ โดยมีอนาคตลูกน้อยอีก 3 ชีวิต เป็นเดิมพัน



เวลาผ่านไป 9 ปี มหัศจรรย์ของการลงทุนแบบ “ทบต้น” และการทุ่มเทค้นหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ ทำให้หมอบ้านนอกประกาศอิสรภาพทางการเงิน เป็น “นาย” ของเงินนับ “ร้อยล้านบาท” ในปัจจุบัน และใช้เงิน “ทำงาน” ราวกับเครื่องจักรอันทรงพลัง ทั้งยังแบ่งปันความรู้จนเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยวีไอดอทคอม ในฐานะ.. “พี่หมอสามัญชน”


26 กุมภาพันธ์ 2555

เทคนิคสร้างกำไรบนเส้นทางสู่ชัยชนะ ของ "เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง"


เส้นทางการลงทุนของใครหลายคนอาจใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะพบกับชัยชนะ แต่กับใครบางคนอาจใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะพบเส้นชัยสู่ความสำเร็จ และนั่นก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ความถนัด วันนี้ Management's Lifestyle ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อแล้วต้องเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงการลงทุนอย่างแน่นอน กับ "เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง" ผู้เริ่มต้นลงทุนพอร์ตลงทุนจาก 500,000 บาท และไต่ระดับสู่ "หลักร้อยล้านบาท"ในปัจจุบัน และพร้อมจะลามือจากยุทธจักรตลาดทุนเมื่อพอร์ตลงทุนทะยานสู่หลัก 1 พันล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้


"เสี่ยป่อง"เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าสู่สนามหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2535 จากการชักชวนของรุ่นพี่ที่เรียนปริญญาตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเริ่มต้นพอร์ตการลงทุน 500,000 บาท



"รุ่นพี่ที่เอแบคชวนเล่นหุ้นแบงก์ เขาชวนซื้อแบงก์กรุงเทพ (BBL) ตั้งแต่ราคา 400-500 บาท ตอนนั้นพาร์ 100 บาท แต่เราไม่มีตังค์ จนราคามันปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 700 บาท ทำให้เราคิดว่าทำไมเงินมันหาง่าย นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นเราก็ทำงานที่บ้าน ซึ่งเป็นธุรกิจค้าไม้ เราก็ขายไม้เพื่อเอาค่าคอมม์ และก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งจึงนำไปเปิดพอร์ต ซึ่งวันเปิดพอร์ตก็ตรงกับวันสุนทรภู่พอดี"


22 กุมภาพันธ์ 2555

'ยอดวิชา..แม่ไม้ ของ "เสี่ยยักษ์" เซียนหุ้นพันล้าน

ความเป็น "สุดยอด" ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินก้อนเล็กๆ เพียง 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ "พันล้านบาท"

จาก "ต้นกล้า" ฝ่าแดดต้านฝน จนเป็น "ไม้ใหญ่" เขาเป็น 1 ในนักลงทุนนับหมื่นคนที่ทำได้ "ถนนนักลงทุน" รวบรวมคำพูด และวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นรายนี้

1.ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น..มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา "ผิด" คุณต้องเปลี่ยน "อย่าดันทุรัง"

จาก"วินมอเตอร์ไซค์"สู่เซียนหุ้น VI'ทิวา ชินธาดาพงศ์'


เรียนจบ ม.3 จากวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขายสินค้ามาสารพัดอย่าง ชีวิตล้มลุกคลุกคลาน เคยติดพนันบอลจนหมดตัว วันนี้เป็นเซียนหุ้น 'ร้อยล้าน'

น้ำแข็งเกิดจากน้ำ แต่แข็งกว่าน้ำ ผู้ที่รู้ตัวว่าชีวิตเกิดมาต้องต่อสู้ดิ้นรน จึงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เข้มแข็ง "มี่" ทิวา ชินธาดาพงศ์ เด็กหนุ่มที่ "ใจถึงจนถึงใจ" เขาไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองและชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสเหมือนกับใครหลายๆ คน

ชายหนุ่มอารมณ์ดีวัย 30 กว่ามองย้อนกลับไปในชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จ วันแห่งความลำบากยากแค้นผุดขึ้นเป็นฉากๆ ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” วลีนี้อาจต้องถูกลบทิ้งไป คนเดินดิน กินข้าวแกง (ข้างถนน) อย่างเขา ใครจะเชื่อว่าวันนี้จะ "ร่ำรวย" เป็นเจ้าของพอร์ตหุ้น "ตัวเลข 9 หลัก"

20 กุมภาพันธ์ 2555

เซียนหุ้นอัจฉริยะวัย 25 'สถาพร งามเรืองพงศ์'


อายุเพียง 25 ปี 'ฮง' เด็กหนุ่มที่พ่อแม่ค้าเสื้อยืดย่านพระราม 2 เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 'ม.กรุงเทพ' ปั่นเงินจาก 'หลักแสน' เพิ่มเป็น 'หลายสิบล้าน' ภายใน 7 ปี..ฝันอีก 'สิบปี' พอร์ตแตะ 300 ล้านบาท

"ฮง" สถาพร งามเรืองพงศ์ ชื่อนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักในวงการตลาดหุ้น แต่ถ้าเอ่ยนามแฝง "ฮงแวลู" (Hongvalue) เซียนหุ้น "วัยรุ่น" รายนี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในเว็บบอร์ด Thaivi.com ที่วันนี้เริ่มอัพเกรดตัวเองไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องหุ้นให้กับนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ หลังชีวิตการลงทุนตลอด 7 ปีประสบความสำเร็จอย่างงดงามมีพอร์ตลงทุน "เกือบร้อยล้านบาท"

ตี๋หนุ่มวัยเพียง 25 ปีรายนี้เลือกเดินในอาชีพ "นักเล่นหุ้น" อย่างแน่วแน่ และกำลัง "ป็อปปูล่า" วัดความดังได้จากงานสัมมนาเล็กๆ ที่ฮงและก๊วนเพื่อนร่วมกันแชร์ประสบการณ์ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ (ซับไพร์ม) ปี 2551 ที่เขาได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 10 เท่าตัวหากรู้จักเลือกลงทุนหุ้นพื้นฐาน เปิดให้จองที่นั่งเข้าฟังบรรยายเพียงไม่กี่ชั่วโมงมีนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ แห่จองกันเต็ม 230 ที่นั่ง

หลังจบงานสัมมนามีคนตามทวิตเตอร์ของ Hongvalue เพิ่มขึ้นกว่า 100 คน เขายกตัวอย่างหุ้นที่เคยทำเงินเข้ากระเป๋าได้อย่าง “มหาศาล” ในช่วงหลังวิกฤติปี 2551 นั่นคือ หุ้นเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และหุ้นโพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) (PTL) รวมถึงหุ้นอีกหลายตัวที่ทะยานขึ้นอย่างมาก

สูตรเล่นหุ้น “ท.พ.ยรรยง”


บางคนอยากฉีกตรำราการลงทุนทิ้ง เมื่อพบว่าการลงทุนที่ทำให้หมอยรรยงประสบความสำเร็จ ไม่ได้อ้างอิงการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างที่ร่ำเรียนกันมา ตลอดการสัมภาษณ์ เขาไม่ได้เอ่ยอ้างถึงทฤษฎีการประเมินมูลค่าพื้นฐาน (Intrinsic Value) ของหุ้นเลยสำหรับเขาแล้วนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักเล่นหุ้นคนอื่น

วิธีการของหมอยรรยงอ้างอิงเกี่ยวกับ “ทฤษฎีจิตวิทยามวลชน” มากกว่า แม้ว่าเขาจะไม่ใช้ศัพท์คำนี้มาอธิบาย แต่วิธีการลงทุนส่วนใหญ่ก็บ่งชี้ว่า เขาสำเร็จมาได้เพราะเล่นหุ้นตาม “กระแสนิยม”
หมอมีวิธีคิดที่ออกจะแหวกแนว ตั้งแต่เขาเริ่มอาชีพ “หมอฟัน” วิธีที่เขาใช้คิดค่าทำฟันกับลูกค้าไม่ใช่กำหนดราคาตามเป้าหมาย แต่เขาคิดเงินโดยดูจาก “ฐานะ” ลูกค้าแต่ละคน “ดูแล้วคนไหนรวยผมจะคิดแพง แต่คนไหนไม่มีเงินผมจะทำให้ฟรี” นั่นเอง

เมื่อเราเปิดดูทฤษฎีการลงทุนหลายเล่ม วิธี “จำกัดความเสี่ยง” ของหมูจึงดูจะ “ไม่มี” ในตำรา แต่กฎการลงทุนที่หมอนำมาใช้หลายข้อ ก็ล้วนถูกเขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยเฉพาะกฎการเอาตัวรอดสำหรับนักเล่นหุ้นระยะสั้น (อย่างหมอ) ที่ฝรั่งบอกไว้ว่า “ตลาดหุ้นไม่เคยกล่าวคำเสียใจกับใคร”

ดังนั้นถ้าขาดทุนต้องรีบ “Stop Loss” หมายถึง “รีบขายเพื่อหยุดยั้งการขาดทุน” ถ้ามีกำไรให้ถือต่อไป ซึ่งในตำราฝรั่งเขาจะเรียกว่า “Let Profit Run”

ทำความรู้จักกับหมอฟัน...นักเล่นหุ้นพันล้าน



ชื่อของน.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม โด่งดังขึ้นมาในราวต้นปี 2545

หลังจากที่เขาเข้ากว้านซื้อหุ้น บล.ซีมิโก้ จำนวน 5.095 ล้านหุ้น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10.87% และใช้เวลาเพียงวันเดียวขายหุ้นทั้งหมดออกจากพอร์ต

จากนั้นชื่อของน.พ.ยรรยง ก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสร้างราคาหุ้นของหลายบริษัท กระทั่งมีข่าวอีกว่าหมอใช้ “นอมินี” เข้าซื้อหุ้น บล.ยูไนเต็ด ร่วมกับ นายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ “เสี่ยปู่” และเพื่อนร่วมก๊วนจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 14% ในโบรกเกอร์แห่งนี้

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นตั้งคำถามว่า ชายผู้นี้เป็นใคร?…มาจากไหน? นักเลงหุ้นคนนี้มีความน่าสนใจมากกว่าการเป็นแค่ “นักเสี่ยงโชค”