1 กรกฎาคม 2557

เปิดสูตร "รวยร้อยล้าน" "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์"

แม้ไม่เชื่อความคิดเรื่องลงทุนของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์” แต่ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” ยอมหยิบจุดเด่นบางข้อมาประยุกต์ใช้ ใครจะรู้!! เบื้องหลังความสำเร็จเรื่องลงทุนของ “หยง-ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” บุรุษวัย 33 ปี ผู้ยึดอาชีพ Freedom trader และวิทยากรสอนเรื่องลงทุนหาเลี้ยงชีพ ส่วนหนึ่งจะมาจากการแอบค้านคำพูดเล็กๆของ “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหลายพันล้านบาท ที่เคยเอ่ยกลางวงข้าวว่า 
“หากสัญญาณหุ้นตัวไหนดีจงอย่าช้าให้จัดหนักทันที” 

ใช่!! วันนั้นผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของ “เสี่ยปู่” สักเท่าไร ตอนนั้นยึดคติที่ว่า หลักการลงทุนที่ดี ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง”

เชื่อหรือไม่.. หลังจากกลับจากกินข้าวกับเซียนหุ้นรายใหญ่ได้ไม่นาน เรานั่งทบทวนความคิดของ “เสี่ยปู่” อย่างตั้งใจอีกครั้ง คิดไปคิดมาเริ่มตกผลึกทางความคิดว่า เขา (เสี่ยปู่) มีดีกรีเป็นถึง “นักลงทุนชั้นเซียน” ที่มีความร่ำรวยเป็นตัวการันตีความเก่ง ฉะนั้นวันนี้เขาคงไม่ได้มีเงินจากการลงทุนมากมายเพียงเพราะ “โชคช่วย” อย่างเดียวแน่นอน แต่ทุกอย่างล้วนแล้วมาจากฝีมือ

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผมจึงนำคำพูดของ “เสี่ยปู่” มาประยุกต์ใช้กับการลงทุน เพื่อให้เหมาะกับจริตของตนเอง โมเดลที่ว่าคือ “เลือกสินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” วิธีการ คือ เน้นกระจายความเสี่ยงด้วยการหันไปลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เขาย้ำว่า เมื่อเป้าหมายการลงทุนของตัวเอง คือ “ต้องการรวย” ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีเงินในหุ้นที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากๆ หากหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นสู่ระดับนิวไฮ ต้องไม่รีรอที่จะเติมเงินเพราะโอกาสจะทำนิวไฮในระดับใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก

“เล่นหุ้นบางครั้งต้องใช้ “ความโชคดี” มากกว่า “ฝีมือ” 
“ธำรงชัย” ย้ำว่า ตั้งแต่ลงทุนด้วยศาสตาร์ที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น พอร์ตลงทุนก็ค่อยๆขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากในปี 2556 มูลค่าการลงทุนปรับตัวขึ้นจาก 35 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 120 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตประมาณ 300-400 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ตอนนั้นนักลงทุนหลายรายต่างพากันกอบโกยเงินจากตลาดหุ้น “หยง” ไม่ได้บอกว่า พอร์ตที่เพิ่มขึ้นเป็น “หลักร้อยล้านบาท” ได้มาจากสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง

ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตลงทุนยืนระดับ 125-130 ล้านบาท หลักๆจะลงทุนตลาดต่างประเทศ เน้นเล่น Index Future ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง (ฮ่องกง), ดัชนีเอสแอนด์พี (สหรัฐอเมริกา) และดัชนีแดกซ์ (เยอรมัน) เป็นต้น ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ จะลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายอยู่ใน SET 50 Index Future สำหรับ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะถือเป็นเงินสด เผื่อมีจังหวะดีๆ จะได้มีเงินเข้าไปเก็บ (ยิ้ม)

 เขายอมรับตรงๆว่า วันนี้ “สตอรี่” ในตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงไปมากจากปี 2555 ฉะนั้นหากนักลงทุนจะหวังให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงๆเหมือนในปี 2555 คงเป็นไปไม่ได้ อย่าลืมตอนนี้คนเล่นหุ้นตกอยู่ใน “อารมณ์อึมครึม” ไม่สามารถหาความแน่นอนของอารมณ์ได้

 บางครั้งหุ้นมีสัญญาณซื้อ นักลงทุนคิดว่า ราคาหุ้นต้องวิ่งขึ้นไปหลายเท่าตัวเหมือนรอบก่อนๆ แต่สุดท้ายไม่วิ่งก็มีให้เห็นเยอะแยะไป สุดท้ายกลายเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีออกตัวไปก่อนแทน เมื่อหุ้นไทยตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ จึงไม่แปลกหากจะเห็น “ชายชื่อหยง” หันไปให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศแทน

“หุ้นไทยดีนะแต่หุ้นนอกดีกว่า” 
ทุกวันนี้กลยุทธ์การลงทุนยังคงเช่นเดิม หากเป็น “หุ้นรายตัว” ส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในบริษัทที่มีกำไรสุทธิปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตัวไหนมีการเติบโตของราคาหุ้นด้วยจะชอบมาก นอกจากนั้นยังชอบลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มจะมีพันธมิตรที่ดีเข้ามาร่วมทำงาน สุดท้าย คือ จะชอบหุ้นที่โครงสร้างการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 ปกติจะใช้เวลาอยู่กับสินทรัพย์นั้นๆประมาณ 1 ไตรมาส ที่ผ่านมามักประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆทุกเดือน หากสถานการณ์ของสินทรัพย์ตัวนั้นยังคงเหมือนเดิมจะยังอยู่ด้วยต่อไป แต่หากภายในเปลี่ยนแปลงอาจครอบครองไม่ถึง 3 เดือน ส่วนใหญ่จะพยายามไม่เปลี่ยนตัวเล่นบ่อยๆ เพราะเป้าหมายการลงทุนคือ

“กินคำใหญ่ ไม่กินคำเล็ก” 
“หยง” ยืนยันเหมือนเคยว่า ชีวิตการลงทุนมักมีแค่ 3 ช่วงเวลา ไล่มาตั้งแต่ 1.ช่วงเอาตัวรอด (Survival) หมายความว่า ทุกคนมักต้องลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางการลงทุนของตนเองให้เจอ ตามสถิติมักใช้เวลา 4-5 ปี 2.ช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว (Growth) ส่วนใหญ่จะใช้เวลา 10 ปี ช่วงสุดท้าย คือ ช่วงมั่งคั่ง (Wealth) ปกติจะใช้เวลาอย่างน้อย15 ปี

 ถามว่า วันนี้ “เซียนหยง” อยู่ในช่วงไหน เขาสวนกลับทันที “Growth” แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น “เซียนเทคนิค” แต่ไม่นิยมซื้อขายแบบเดย์เทรด ส่วนใหญ่จะรอดูสถานการณ์ต่างๆก่อนว่า มีความชัดเจนหรือไม่ หากแน่ใจแล้วจึงค่อยลงมือซื้อขาย วิธีการคือ จะซื้อเก็บไว้ก่อนประมาณ 5-8 วัน เมื่อทุกอย่างได้รับการคอนเฟิร์มว่า กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะเริ่มปฎิบัติการณ์ซื้อต่อทันที แต่คงไม่ถือยาวเป็นเดือน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกราฟ

 ย้อนประวัติการลงทุนของ “ธำรงชัย เอกอมรวงศ์” พบว่า เขาเดินทางกลับเมืองไทยทันที หลังจบการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อมานั่งทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สุดท้ายทำได้ไม่นานก็มีผู้ใหญ่ชักชวนให้มาทำงานด้านวาณิชธนกิจในโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง “จุดเริ่มต้น” ของการลงทุนเกิดขึ้นตอนนั้น “หยง” ยอมรับว่า สัมผัสชีวิตลงทุนได้ไม่นาน “พอร์ตสะดุดติดลบ” แต่เมื่อมีโอกาสได้เรียนเรื่องเทคนิคกับ “โฉลก สัมพันธารักษ์ หรือที่ใครรู้จักกันในนาม “ลุงโฉลก” นักลงทุนที่โลดแล่นอยู่ในตลาดหุ้นมากกว่า 30 ปี ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ “โฉลกดอทคอม” ก็ทำให้ชีวิตการลงทุนของเราเปลี่ยนแปลงไป

 “ผมเริ่มหันมาศึกษาการลงทุนในรูปแบบเทคนิคนาน 7 เดือน เมื่อความมั่นใจเริ่มมีมากขึ้นจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่ง เพื่อมาเริ่มต้นอาชีพเทรดเดอร์อย่างเต็มตัว ช่วงนั้นบอกกับตัวเองทุกวันว่า หากภายใน 3 ปี ไปไม่รอดในเรื่องลงทุนต้องเดินกลับมาทำงานประจำเหมือนเดิม”

 ด้วยความมุ่งมั่นเป็นเลิศผสมกับคำแนะนำของเพื่อนๆ ทำให้ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเหินฟ้าไปประเทศฮ่องกง เพื่อเปิดบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับโบรกเกอร์ต่างประเทศ ช่วงนั้นมีโอกาสได้นำวิชาที่ร่ำเรียนเรื่องวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาใช้กับการลงทุน โดยได้ออกแบบโปรแกรมซื้อขายในแบบฉบับ ของตัวเอง

“อยากนอนหลับอย่างมีสุขทุกคืนก็ต้องทำแบบนี้ละ” 
“เซียนหยง” บอก “เซียนเทคนิค” เริ่มลงทุนอย่างจริงจังในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า The Chicago Board of Trade (CBOT) ด้วยทุนตั้งต้น 850,000 บาท ผ่านมา 2 เดือน พอร์ตพุ่งเป็น 2 ล้านบาท สุดท้ายโดนวิกฤติปี 2551 เล่นงานยับจนทำให้พอร์ตลงทุนลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ภายใน 4 สัปดาห์ ก่อนจะหดเหลือ 500,000 บาท หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์

“ความไม่เข้าใจในหลักการบริหารเงินที่ถูกต้อง” คือ ต้นเหตุแห่งความล้มเหลว แต่สุดท้ายเราก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้งจนสามารถกอบกู้เงิน 1 ล้านบาทคืนกลับมาได้ โดยใช้เวลาแค่ 11 เดือน กว่าจะพลิกพอร์ตได้เหนื่อยจริงๆ การลงทุนมันไม่หมูนะ เขาสถบ หลังจากเจ็บตัวครานั้น ก็เริ่มแสวงหาการลงทุนในแบบที่เหมาะกับตัวเองไปเรื่อยๆ

 ตั้งแต่ลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ตลาดต่างประเทศ เราได้กำไรกลับมาค่อนข้างมาก อธิบายๆง่าย เข้าไปลงทุนแค่ 1 ไม้ แต่ได้กำไรกลับมา 1.2 ล้านเหรียญ โดยใช้เวลาการลงทุนเพียง 2 เดือน เมื่อประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศจึงเริ่มหันมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อในปี 2555

 “ผมไม่ใช่คนเก่ง แม้วันนี้จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนเร็วมาก หากคุณอยากเป็นแบบผมบ้างต้องออกไปลงทุนในตลาดที่ดูแล้วสามารถทำกำไรได้จำนวนมากๆ เปรียบเหมือนการออกไปตกปลาในบ่อใหม่ๆที่มีปลามากๆ”

เครดิต : Bizweek

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น